ข่าว

'อู่ตะเภา'บุ่มบ่ามเลือกข้างไทยเสี่ยง

'อู่ตะเภา'บุ่มบ่ามเลือกข้างไทยเสี่ยง

21 มิ.ย. 2555

'อู่ตะเภา'บุ่มบ่ามเลือกข้าง ไทยศูนย์กลางเสี่ยงความมั่นคง

               ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจชะลอการพิจารณาอนุมัติให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ “นาซ่า” เข้ามาใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภา เพื่อศึกษาสภาพภูมิอากาศในโครงการ Southeast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study หรือ SEAC4RS โดยอ้างว่า ควรมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาให้รอบคอบเสียก่อน แต่ก็น่าสนใจว่า เหตุใดโครงการนี้จึงดูปุ๊บปั๊บ ลับๆ ล่อๆ ไม่ฟังเสียงทัดทานมาตั้งแต่แรก
 
               กระบวนการตัดสินใจอนุมัติให้สหรัฐเข้ามาใช้พื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก หลังจาก พล.อ.มาร์ติน อี เดมพ์ซีย์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสหรัฐ เดินทางเยือนกองทัพไทย จากนั้น นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศของไทย ก็เดินทางไปสหรัฐอเมริกา และเข้าพบนางฮิลลารี คลินตัน รมว.การต่างประเทศสหรัฐอเมริกา
 
               ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียก รมว.การต่างประเทศ พร้อมหน่วยงานด้านความมั่นคง อาทิ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าหารือเป็นการเร่งด่วนเพื่อมาให้ข้อมูลในกรณีดังกล่าว ก่อนการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.ชลบุรี
 
               ท่ามกลางข่าวว่าเป็นการ "ยื่นหมูยื่นแมว" แลกกับ "วีซ่า" เข้าสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปสหรัฐเมื่อเดือนพฤษภาคม เพื่อชี้แจงถึงหมายจับของประเทศไทย
 
               อย่างไรก็ตาม ที่น่าหนักใจกว่านั้น คือการจับจ้องของมหาอำนาจอีกขั้วที่ใกล้ชิดไทยไม่แพ้กันอย่าง "จีน" รวมทั้ง "รัสเซีย" ที่มองด้วยสายตาที่ไม่สบายใจนัก เพราะไม่ไว้วางใจสหรัฐ โดยเฉพาะ "อุปกรณ์สอดแนม" ของสหรัฐที่ถือว่าไฮเทคที่สุดในโลก
 
               แหล่งข่าวด้านความมั่นคงบอกว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมได้ทำแบบสอบถามมายังหน่วยขึ้นตรงของกองทัพเรือทุกหน่วยเพื่อสอบถามความเห็นในกรณีดังกล่าว
 
               "หน่วยขึ้นตรงของกองทัพเรือล้วนตอบตรงกันว่า ข้อดีที่จะได้จากการเข้ามาของสหรัฐ คือได้เรียนรู้เทคโนโลยีชั้นสูง แต่ข้อเสีย คือจะทำให้จีนและรัสเซียหวาดระแวงไทย ซึ่งจะกระทบดุลความมั่นคงของประเทศมาก"
 
               แหล่งข่าวความมั่นคงระบุว่า ขณะนี้สหรัฐกำลังดำเนินนโยบาย "ปิดล้อมจีน" โดยเข้ามาวางจุดยุทธศาสตร์บริเวณทางตอนใต้ของจีนทั้งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เช่น การตั้งฐาน "เรดาร์ ที่ใช้ตรวจสอบสภาพอากาศใน 4 ประเทศพันธมิตรของสหรัฐในภูมิภาคนี้ คือ ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมทั้ง "หมู่เกาะนิโคบาร์" ในมหาสมุทรอินเดียและหากสหรัฐสามารถตั้งฐานบัญชาการในประเทศไทย ซึ่งถือเป็น "จุดศูนย์กลาง" ของทั้งสองมหาสมุทรก็จะยิ่งทำให้ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนแน่นหนายิ่งขึ้น
 
               "ฝ่ายความมั่นคงกังวลเรื่องผลกระทบด้านความมั่นคงมาก โดยเฉพาะความไม่พอใจของจีนและรัสเซีย โดยเชื่อว่าปฏิบัติการครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการสำรวจสภาพอากาศเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 80 เปอร์เซ็นต์น่าจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคง”
 
               เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่ฝ่ายการเมืองเรียก ผบ.เหล่าทัพไปขอความเห็นในเรื่องนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ "มัดมือชก" ให้ ผบ.เหล่าทัพยินยอมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น ทั้งนี้ หากไม่มีการทบทวนนโยบายดังกล่าวและไม่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภา จะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในระยะยาวแน่นอน
 
               พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ตั้งข้อสังเกตในบล็อก "โอเคเนชั่น" ตอนหนึ่งกรณีสนามบินอู่ตะเภาว่า กรณีที่ทางสหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภา โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทหารนั้น แบ่งเป็น 2 กรณีคือ กรณีแรก ใช้เป็นศูนย์ช่วยเหลือภัยพิบัติ กรณีนี้เป็นเรื่องที่ใช้เวลายาวนานและมีบุคลากรทางทหารมากมายที่จะต้องเข้ามาอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่น่าจะต้องนำไปพิจารณาในสภาเสียก่อนค่อนข้างแน่นอน
 
               ส่วนกรณีที่ 2 เป็นการใช้สนามบินเพื่อการศึกษาของนาซา เกี่ยวกับการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพอากาศ โดยเคยทำมาทั้งที่ฮ่องกงและญี่ปุ่นแล้วในปี 2554 นั้น การพูดจาในเรื่องนี้แบบไม่ชัดเจนทำให้กลายเป็นข้อที่น่าสงสัยอีกว่าเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นสหรัฐน่าจะไปขอใช้ที่ประเทศอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากกว่าประเทศไทย น่าจะทันเวลาและได้ผลมากกว่า เพราะภัยจากธรรมชาติเกือบทั้งหมดไม่เคยมีการก่อตัวขึ้นในประเทศไทยเลย เหตุผลนี้จึงไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คนไทยเชื่อถือได้ ซึ่งประเทศจีนเองก็คงไม่เชื่อเช่นเดียวกัน
 
               ดังนั้น การใช้อู่ตะเภาในเรื่องยุทธศาสตร์ทางทหารจึงน่าจะมีเหตุมีผลมากกว่า โดยเฉพาะการช่วยเหลือในภารกิจของ “สงครามอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งไทยมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ “ให้คุณประโยชน์” ต่อสหรัฐได้สูงกว่าทุกประเทศในเอเชียอาคเนย์นี้


"อู่ตะเภา"ใต้เงาสหรัฐ

               "สนามบินอู่ตะเภา" กลายเป็นสนามประลองกำลังของ 2 มหาอำนาจโลก คือสหรัฐอเมริกาและจีน พลันที่มีข่าวนาซาจะขอเข้ามาสำรวจสภาพภูมิอากาศในไทย หากมองการแข่งขันทั้งด้านเศรษฐกิจ และการทหารระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งมี "อาเซียน" เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
 
               นอกจากนี้ อู่ตะเภาเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนก็เคยเป็น "ฐานบิน" ของสหรัฐมาแล้ว เพราะสหรัฐเข้ามาช่วยเหลือทั้งงบประมาณ และเทคโนโลยีในการสร้างสนามบิน
 
               ท่าอากาศยานอู่ตะเภาริเริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ.2504 เนื่องจากกองทัพเรือต้องการก่อสร้างสนามบิน และดำเนินการสำรวจพื้นที่บริเวณ จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ต่อมากองบัญชาการทหารสูงสุดอนุมัติให้สร้างสนามบินที่บ้านอู่ตะเภา จ.ระยอง ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่มีการขยายตัวของ "ลัทธิคอมมิวนิสต์" เข้ามาในเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา
 
               สหรัฐเล็งเห็นว่า ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดคอมมิวนิสต์ หาไม่แล้วไทยจะกลายเป็น "โดมิโน" ตัวสุดท้าย จึงต้องการสร้างสนามบินขนาดใหญ่ในไทยเพิ่มเติม ในปี พ.ศ.2508 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้สหรัฐปรับปรุงสนามบินอู่ตะเภาเพื่อใช้สำหรับ "ลำเลียงหน่วยรบ" ไปยังจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ในประเทศ
 
               ในปีเดียวกันสหรัฐยังขออนุมัติรัฐบาลไทยใช้ "สนามบินอุดรธานี" เป็นที่ตั้ง "ฐานทัพอากาศ" ในระหว่างสงครามเวียดนาม โดยสนามบินอุดรธานี และสนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานในการบินเข้าโจมตีเป้าหมายทางการทหารฐานในอินโดจีน
 
               ในปี พ.ศ.2519 สหรัฐถอนกำลังทหารออกจากไทย ครม.จึงมีมติให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินพาณิชย์ระหว่างประเทศ และเป็นสนามบินสำรองของท่าอากาศยานดอนเมือง แต่ร่องรอยความบาดหมางฝังลึกระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านยังคงอยู่สืบมาอีกหลายสิบปี และการฟื้นตำนานอู่ตะเภาในปี พ.ศ.นี้ ก็เสี่ยงต่อความไม่พอใจของพญามังกรจีนขึ้นมาอีกครั้ง

.........

(หมายเหตุ  : 'อู่ตะเภา'บุ่มบ่ามเลือกข้าง ไทยศูนย์กลางเสี่ยงความมั่นคง)