
เพราะฉันเพ้อฉันจึงมีอยู่
เพราะฉันเพ้อฉันจึงมีอยู่ : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดย นายประชา ช้ำชอก [email protected]
กรณีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ "นาซา" ขออนุญาตใช้สนามบินอู่ตะเภา ทำโครงการสำรวจการก่อตัวของเมฆ ที่อาจมีผลต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง นำไปสู่การถกเถียง โต้แย้งกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทยอีกครั้ง
บางฝ่ายสงสัยกังขาว่า การทำความตกลงดังกล่าวของรัฐบาลไทย เข้าข่ายบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วรรคสอง ที่จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่
ทั้งนี้ มาตรา 190 วรรคสอง บัญญัติเอาไว้ว่า “หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา...”
บางกลุ่มบางคนยังแสดงความเคลือบแคลงสงสัยยิ่งไปกว่านั้นว่า การทำความตกลงดังกล่าวมีลับลมคมใน เบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า
และแน่นอน ย่อมหลีกหนีไม่พ้นประเด็นที่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้าไปเกี่ยวข้อง มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อะไรให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่
กลายเป็นประเด็นการเมืองไปจนได้
สงสัยว่า มีการดอดไปทำข้อตกลงลับให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้วีซ่าเข้าสหรัฐด้วยหรือเปล่า
จินตนาการบรรเจิด คิดไปเป็นตุเป็นตะ หวาดระแวง วิตกกังวลสารพัดว่า บริษัทน้ำมันข้ามชาติจะแอบสำรวจแหล่งพลังงานบ้าง กลัวมหาอำนาจอย่างสหรัฐจะมาลักลอบตรวจสอบข้อมูล ขโมยความลับอะไรบนผืนแผ่นดินไทยบ้าง ฯลฯ โดยมิได้ไยดีต่อคำชี้แจงทางเทคนิค
เทคโนแครต นักวิทยาศาสตร์อาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเข้าร่วมโครงการสำรวจจะได้ออกมาอรรถาธิบายก็ไม่ฟัง
คงไม่ใช่ "เพราะฉันเพ้อ ฉันจึงมีอยู่" แต่น่าจะเป็น “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” ต่างหาก
จริงอยู่ว่า การคิดสงสัยใคร่ครวญ ตั้งข้อสังเกตเป็นพื้นฐานของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่สมมุติฐาน การตั้งข้อสังเกตใดๆ นั้นก็ย่อมต้องอยู่บนข้อเท็จจริง มีตรรกะ เหตุผลรองรับ ไม่ใช่หลับหูหลับตาจินตนาการไปเลื่อนเปื้อน เสมือนลัทธิความเชื่อทางไสยศาสตร์
มิหนำซ้ำยังเลือกที่จะตั้งข้อสงสัย หวาดระแวง วิตกกังวล ขยะแขยงจำเพาะเจาะจงแต่กับฝ่ายตรงกันข้ามเท่านั้นลองพินิจพิจารณาเนื้อหาสาระของข่าวสาร การตอบโต้กันไปมาระหว่างนักการเมืองรัฐบาลกับฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จะเห็นได้เลยว่านับวันจะห่างไกลข้อเท็จจริง ความเป็นเหตุเป็นผลออกไปทุกขณะ
ยิ่งเปิดทีวีจอแดง จอฟ้า จอเหลือง จอน้ำเงิน หรือจอเหลี่ยม ตลอดจนเว็บไซต์คนเสื้อสีต่างๆ ด้วยแล้วชวนให้สลดหดหู่ มองไม่เห็นอนาคตของประเทศนี้ว่าจะเป็นเช่นไร นอกจากความถดถอย เสื่อมโทรมและการเผชิญหน้า
เป็นไปได้อย่างไร ที่ผู้คนเลือกจะรับสื่อ ฟังแต่การโฆษณาชวนเชื่อ สอพลอ "นายห้าง-นายหัว" พวกเดียวกัน ปลาบปลื้มชื่นชมไปกับการโจมตี กล่าวหาฝ่ายตรงกันข้ามโดยปราศจากเหตุผล ด้วยถ้อยคำต่ำช้า หยาบคาย ชนิดที่ตัวเองก็คงไม่กล้าที่จะพูดจา ขีดเขียนให้ลูกของตัวเองได้ยิน หรือได้อ่านถ้อยความเหล่านั้นเป็นอันขาด



