
'80ปีปฏิวัติ'
'80ปีปฏิวัติ' : กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ [email protected]
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ได้เขียนหนังสือชื่อ “ปฏิวัติรัฐประหาร ทหารกับนักการเมือง” เอาไว้นานแล้ว เห็นว่าการปฏิวัติเมื่อปี พ.ศ. 2475 ที่คณะราษฎรเข้ายึดอำนาจนั้นนับเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงเพียงครั้งเดียวในการปฏิวัติรัฐประหารของไทยเท่าที่ผ่านมา เพราะมีความมุ่งหมายชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ
วันที่ 24 มิถุนายน ที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นวันครบปีที่ 80 ของการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 จึงเหมาะที่จะมาย้อนอ่านข้อเขียนข้อคิดของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กันอีกครั้ง
น.ต.ประสงค์ เห็นว่าการปฏิวัติที่เกิดขึ้นเมื่อ 80 ปีที่แล้ว กลุ่มทหารที่ร่วมก่อการปฏิวัติยังไม่น่าจะมีผลประโยชน์ส่วนตัวอะไรนอกจากอยากได้อำนาจมาเพื่อจะทำตามอุดมคติ เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ และตามแนวทางความรู้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ
การปฏิวัติในครั้งนั้นนอกจากจะไม่มีการเสียชีวิต เลือดเนื้อแล้ว ยังเป็นการปฏิวัติที่ใช้เงินน้อยที่สุดในโลกด้วย คือได้ใช้เงินสำรองจ่ายไปตามที่มีการเบิกใช้แค่ 5 พันบาทเท่านั้น ทั้งที่นักปฏิวัติชุดแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของเมืองไทยชุดนี้มีอัตราการเสี่ยงที่สูงมากที่สุดในการท้าทายอำนาจของพระมหากษัตริย์ในขณะนั้น
นี่เป็นส่วนดีของการปฏิวัติปี พ.ศ. 2475 แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเข้าเกี่ยวข้องโดยตรงของทหารในด้านการเมืองการปกครองในบ้านเมืองเราที่ น.ต.ประสงค์ เห็นว่า ได้ทำให้เกิดผลเสียตามมาด้วย
นั่นก็คือการแยกกลุ่มแยกพวก อันเนื่องมาจากความเห็นที่แตกต่างกัน จึงเกิดการแก่งแย่งแข่งดีขัดแย้งกัน และเกิดการต่อสู้ทำร้ายกัน เพื่อแย่งอำนาจกันมากขึ้นอย่างเป็นเงาตามตัวในเวลาต่อมา
นักปฏิวัติชุดแรกเมื่อ 80 ปีที่แล้ว หลายคนต่อมาจึงไม่ได้นอนตายตาหลับอยู่ในประเทศ รวมทั้งอีกในหลายรุ่นที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างลำบากและหมดศักดิ์ศรี
อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทหารก่อการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ที่ น.ต.ประสงค์ได้ประมวลเอาไว้นั้น น่าสนใจมากสรุปความได้ดังนี้ว่า
1.รัฐบาลพลเรือนและนักการเมืองพยายามที่จะกดทหารลงไปให้อยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะที่ฝ่ายทหารไม่ยอมรับด้วยเหตุผลหลายอย่างเช่นว่า ตัวบุคคลหรือว่าคณะรัฐบาลผู้บริหารที่มุ่งจะรักษาผลประโยชน์ของพวกตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ อย่างนี้เป็นต้น
2.ความพยายามของฝ่ายการเมืองในการเข้าไปแบ่งกลุ่มและแยกทหารออกเป็นพวกเป็นเหล่า และทำให้ทหารเกิดแตกกัน เป็นการแยกดุลแห่งอำนาจของทหารในกองทัพที่ฝ่ายการเมืองคิดเอาเองว่า คงทำให้ทหารไม่สามารถที่จะทำปฏิวัติรัฐประหารได้ แต่ตรงกันข้ามวิธีคิดเช่นนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ทหารที่มีอาวุธอยู่ในมือเผชิญหน้ากันเอง ขัดแย้งกันเองจนถึงขั้นแตกหักรบกันเองในที่สุด
ข้อนี้ น.ต.ประสงค์ ได้เตือนเอาไว้ว่า ถ้าพลเรือนแย่งอำนาจกันนั้นก็ใช้แค่น้ำลาย ต่างกับทหารที่แย่งอำนาจ กันด้วยปืน จะรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออกและอาจเสียชีวิตกันมากมาย เป็นเรื่องที่ต้องพึงระวังเป็นอย่างยิ่ง
3.ความขัดแย้งกันเองระหว่างผู้นำทางทหาร ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมาจากความทะเยอทะยานส่วนตัว ความขมขื่นส่วนตัว หรือว่าความขัดแย้งกันด้วยผลประโยชน์บางอย่าง เช่น ในเรื่องตำแหน่งหน้าที่ก็ตาม ทำให้การปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น
4.ก็คือเกียรติภูมิและบทบาทของทหารถูกละเมิดหรือไม่ก็ตกต่ำ อันเนื่องมาจากการลบหลู่ดูถูก หยามเกียรติและถูกกล่าวหา ถูกโจมตีโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม
ทั้ง 4 ประการนี้ น.ต.ประสงค์ ว่า นับว่าเป็นที่มาสำคัญของการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจ อันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบ้านเรา นับตั้งแต่อดีตในปี พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ในหลายครั้งก็สืบเนื่องมาจากการแย่งอำนาจกันเองระหว่างทหารเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวกของตนเป็นสำคัญ
นักการเมืองที่เห็นแก่ตัวมีส่วนฉุดรั้งประชาธิปไตยมิให้ก้าวไปข้างหน้าได้ เช่นเดียวกับความเห็นแก่ตัวของทหารบางคนที่ใช้ปืนไปในทางที่ไม่ชอบในการแสวงหาอำนาจ
น.ต.ประสงค์เห็นว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการต่อสู้หรือต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารได้
ผมเห็นว่าเรื่องยากอยู่ที่ตรงนี้แหละครับ รัฐบาลที่ชอบธรรมมาจากการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมสำหรับเมืองไทยแล้ว งมเข็มในมหาสมุทรน่าจะง่ายกว่าครับ



