
ทางเลือกสวยด้วย'เซลล์ต้นกำเนิด'
ทางเลือกสวยด้วย 'เซลล์ต้นกำเนิด'
วัยที่ล่วงเลยเป็นสาเหตุหลักของริ้วรอยและความหย่อนคล้อยนานัปการ จนมีผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่นำไปสู่การสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านความงามใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความปรารถนาของผู้ที่ต้องการให้ตัวเองดูอ่อนกว่าวัย ปัจจุบันได้มีการนำ "สเต็มเซลล์" มาใช้ในด้านความงามมากขึ้น และเป็นที่นิยมกันมากในต่างประเทศสำหรับการฉีดเข้าสู่ใบหน้าตัวเอง เพื่อให้ใบหน้ากระชับ เต่งตึง ดูอ่อนกว่าวัย และปลอดภัยสำหรับการลบเลือนริ้วรอย ล่าสุด บีบี คลินิก จึงจัดทริปพิเศษพาบินลัดฟ้าไปล้วงข้อเท็จจริงในนวัตกรรมสเต็มเซลล์ ที่ท็อป คลินิก ประเทศเกาหลีใต้
"ปุ๊กกี้" สินีนารถ เองตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บีบี คลินิก แอนด์ บิวตี้เซ็นเตอร์ เผยที่แดนกิมจิว่าการฉีดสเต็มเซลล์เข้าสู่ใบหน้ายังไม่สามารถทำได้ในเมืองไทย เนื่องจากยังไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร (อย.) จึงอยู่ที่วิจารณญาณของผู้บริโภค แต่ในประเทศเกาหลีเป็นที่นิยมกันมาก เพราะหน้าที่ของสเต็มเซลล์จะช่วยให้ใบหน้าเต่งตึงขึ้น ทั้งยังสามารถอยู่ได้นานหลายปี ที่สำคัญไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ เพราะสเต็มเซลล์เป็นเซลล์อัจฉริยะต้นกำเนิดของตัวเอง และหลังทำก็อาศัยระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 1 สัปดาห์ก็สวยแล้ว ทว่าการทำสเต็มเซลล์จะเหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 55 ปีเท่านั้น
ด้าน ดร.จุง ชอง อิล ประธานบริหารและศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่ง ท็อป คลินิก อธิบายว่า สเต็มเซลล์เป็นเซลล์แรกสุดของหน่วยชีวิต ก่อนจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์หน่วยอื่นๆ ของร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์ไขมัน เซลล์กระดูก เซลล์หัวใจ เซลล์ตับแต่เมื่อเซลล์พัฒนาไปแล้ว จะไม่สามารถย้อนกลับมาเป็นสเต็มเซลล์ได้อีก แต่กว่าที่จะนำสเต็มเซลล์มาใช้ได้จะต้องผ่านกระบวนการคัดแยกออกจากไขมัน ก่อนจะฉีดสเต็มเซลล์กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งมีกระบวนการที่ละเอียดพอสมควร โดยกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
"การฉีดสเต็มเซลล์แต่ละครั้ง เราจะดูดไขมันออกมาในปริมาณเล็กน้อยเพียง 100-150 ซีซีเท่านั้น โดยจะเลือกบริเวณที่มีไขมันเยอะที่สุดในร่างกาย อาทิ หน้าท้อง ก้น ต้นขา และหลัง จากนั้นนำสเต็มเซลล์ที่ตื่นตัวแล้วมาผสมกับไขมันดีที่แยกไว้ตั้งแต่ตอนต้น เพื่อทำการฉีดกลับเข้าสู่ส่วนต่างๆ ของใบหน้า เช่น ร่องแก้ม รอยย่นหน้าผาก บริเวณแก้มที่ตอบ ซึ่งจะทำให้ช่องว่างระหว่างผิวหนังกับผังผืดใบหน้าชั้นลึกแน่นขึ้น ทำให้เส้นเอ็นที่ยึดหน้าตึงขึ้น และส่งผลให้ใบหน้ามีความเต่งตึงกว่าเก่า หรือถ้าต้องการจะเสริมจมูกหรือเสริมคาง ก็สามารถนำสเต็มเซลล์สกัดที่ผสมกับไขมันนี้ฉีดเพื่อทำการเสริมได้เลยเช่นกัน" ศัลยแพทย์มือหนึ่ง อธิบายขั้นตอนและวิธีการ
ส่วนผลที่ได้รับหลังการฉีด ดร.จุง บอกว่า สเต็มเซลล์จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใต้ผิวหนัง ทั้งยังช่วยเพิ่มวอลลุ่มบนใบหน้าเพราะไขมันที่ฉีดเข้าไปจะเข้าไปเพิ่มปริมาณไขมันบนใบหน้าที่ลดน้องลงตามวัย ซึ่งไขมันที่ผสานกับสเต็มเซล์ที่ตื่นตัวแล้วจะมีประสิทธิภาพดีกว่าไขมันที่ฉีดกันมาก ทั้งยังมีอายุยาวนานกว่าและเปอร์เซ็นต์การตายของไขมันก็น้อยกว่าแบบปกติด้วย นอกจากนี้ปริมาณไขมันที่เพิ่มขึ้นนั้นจะไปทำให้ช่องว่างระหว่างผิวหนังกับผังผืดบนใบหน้าชั้นลึกแน่นขึ้น ทำให้เส้นเอ็นที่ยึดหน้าตึงขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าเต่งตึงขึ้นนั่นเอง



