ข่าว

เกมลูกหนัง จิตวิญญาณและศาลรัฐธรรมนูญ

เกมลูกหนัง จิตวิญญาณและศาลรัฐธรรมนูญ

20 มิ.ย. 2555

ปฏิกิริยาตอบโต้หนักหน่วง ราวกับฟ้าทั้งผืนถล่มลงบนคณะตุลาการทั้ง 7 คน หลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 หลังคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภาชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ปรากฏว่าเกิดปฏิกิริยาตอบโต้หนักหน่วง ราวกับฟ้าทั้งผืนถล่มลงบนคณะตุลาการทั้ง 7 คน การวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ในแบบวิชาการ เลยเถิดไปถึงโจมตี ด่าทอ ยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง หนักหน่อยก็แจกที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ให้มวลชนตามไปด่ากันเองแบบถึงเนื้อถึงตัวเลยก็มี

 สภาวะการไร้ความเชื่อมั่นในองค์กรนี้ แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายเพื่อไทยผลิตวาทกรรมป้อนให้คนเสื้อแดง ว่านี่เป็นการรัฐประหารตุลาการภิวัฒน์

 ปัญหาที่เกิดขึ้นและที่เป็นข้อถกเถียงอย่างหนักคือ ต่อไปนี้ถ้าองค์กรที่ทำหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญ เกิดหมดความน่าเชื่อถือซะแล้ว ต่อไปใครจะเป็นผู้ชี้ขาดความขัดแย้งจากบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะพูดแล้วคนไม่เชื่อ

   0 0 0
 เห็นปัญหาเป็นงูกินหางจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วชวนให้คิดถึงฟุตบอลยูโรที่กำลังขับเคี่ยวกันอยู่นี้ น่าคิดว่าทำไมเกมฟุตบอลระดับโลกขนาดนี้ถึงไม่มีปัญหาแบบการเมืองในบ้านเรา

 ทั้งที่ฟุตบอลยูโร ที่แข่งกันอยู่นี้เต็มไปด้วยชาติมหาอำนาจ แต่ละชาติแบกศักดิ์ศรีของประเทศไว้บนบ่า ไหนจะบรรดาแฟนบอลที่จับจ้องอยู่ทั่วโลก ยูฟ่าประเมินคร่าวๆ ว่าบอลถ้วยนี้จะมีคนดูแต่ละนัดอยู่ที่ประมาณ 150 ล้านคน เท่ากับว่าการแข่งขันแต่ละแมทช์มีความคาดหวัง แรงกดดัน พุ่งมาจากทั่วทุกมุมโลก

 ถามว่าการตัดสินฟุตบอล มีความผิดพลาดหรือไม่ คำตอบคือมี บางทีบอลเข้าไปแล้วแต่ผู้ตัดสินไม่ให้เป็นประตู หรือนักบอลเอามือปัดลูกบอล คนดูทีวีเห็นกันจะจะทั้งโลก แต่ผู้ตัดสินไม่ให้เป็นลูกแฮนด์บอล เพราะเขาให้อำนาจสิทธิขาดกรรมการในสนาม ซึ่งเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ไม่ใช่เทวดาที่ไร้ความผิดพลาดแต่อย่างใด

 นักเตะไม่พอใจเข้าไปประท้วงได้ตามธรรมเนียม ทั้งที่รู้ว่าจะเปลี่ยนคำตัดสินไม่ได้ เป็นสัญลักษณ์พอให้โลกรู้ว่าข้ามองเห็นต่าง แต่ถ้าโวยวายหนักข้อ หรือเล่นไม่เลิก เจอใบเหลือง แต่ถ้าไม่จบ ถึงขั้นกระชากแขน หรือโยนของใส่กรรมการ โทษสถานเดียวคือโดนใบแดง ไล่ออกจากสนาม หายซ่ากันไป แล้วเกมก็เดินต่อ ทั้งนักเตะ และคนดู ก็สู้กันต่อไปตามหน้าที่ของตน

 เมื่อกรรมการตัดสินแล้วทุกอย่างต้องจบ ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ก็รอให้จบเกมแล้วยื่นเรื่องประท้วงต่อคณะผู้จัดให้พิจารณาผู้ตัดสินคนนี้เอียงกระเท่เร่ อย่าให้ไปทำพฤติกรรมแบบนี้กับทีมอื่นๆ เขา

แต่ถ้าไม่ยอมรับคำตัดสิน ลุยประท้วงกันสะบั้นหั่นแหลกก็ไม่ต้องเตะกันต่อ เปลี่ยนเป็นต่อยกันแทน

 ที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้องค์กรฟุตบอลระดับโลก ทั้งฟีฟ่า ยูฟ่า นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการตัดสินเกมฟุตบอล อย่างน้อยก็เป็นผู้ช่วยของกรรมการเวลาที่ต้องชี้ขาดบางลูกที่คาบลูกคาบดอก ก้ำๆ กึ่งๆ พอจะช่วยไม่ให้มันค้านสายตามากนัก

 ในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าฟีฟ่า หรือยูฟ่า จะลงทุนเครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาช่วยกรรมการ เพราะเงินทองกองพะเนินเป็นภูเขา อย่างบอลยูโรเที่ยวนี้ ยูฟ่าฟันค่าลิขสิทธิ์จากถ่ายทอดอย่างเดียวก็ 4.8 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว ยังไม่นับค่าตั๋วฟุตบอลและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องอีก

 แต่แนวคิดนี้ถูกต่อต้านจากผู้อาวุโสทั้งสององค์กรลูกหนังโลก เพราะพวกนี้ยังเชื่อว่ามนต์เสน่ห์ของฟุตบอลมันอยู่ที่การใช้มนุษย์ตัดสินนี่แหละ ถึงจะผิดพลาดไปบ้างก็เถอะ

 อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าทนต่อแรงกดดันไม่ไหว เมื่อไม่นานมานี้ ได้เปิดให้บริษัทอุปกรณ์ที่เรียกว่า 'ฮอว์กอาย' หรือสายตาเหยี่ยว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่วงการเทนนิสใช้ตัดสินว่าลูกบอลตกในเส้นหรือนอกเส้น โดยจะปรับเอามาใช้กับฟุตบอลเพื่อขจัดปัญหาว่าตกลงลูกนี้ผ่านข้ามเส้นประตูไปแล้วหรือไม่

 กระบวนการทำงานของเจ้ากล้องสายตาเหยี่ยว คือการฝังชิปเข้าไปในลูกฟุตบอลที่ใช้แข่งขัน จากนั้นก็จะเอากล้องจับภาพความเร็วสูงที่ว่านี้ไปติดตั้งรอบๆ ประตูอย่างน้อยเจ็ดตัว เมื่อลูกผ่านกล้องระบบจะทำการบันทึกจากมุมต่างๆ และวิเคราะห์ก่อนจะประมวลผล ส่งสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ไปปรากฏผลบนหน้าจอนาฬิกาข้อมือของกรรมการ ว่าตกลงลูกนี้เข้าหรือไม่เข้า ภายในเวลาไม่ถึง 1 วินาที

 ผู้ตัดสินจำนวนไม่น้อยชื่นชอบอุปกรณ์นี้ เชื่อว่าจะเป็นผู้ช่วยที่ดีได้ อย่าง นีล แบร์รี หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินของฟีฟ่า สนับสนุนสุดตัว เขาบอกว่าการตัดสินว่าบอลข้ามเส้นประตูไปแล้วหรือไม่ มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริงล้วนๆ จะใช้ความรู้สึกไม่ได้ เพราะจะเกิดความผิดพลาด ไม่มีใครชอบคำตัดสินที่เต็มไปด้วยความกังขา แต่แน่นอนว่าการตัดสินในเรื่องอื่นๆ อย่างการให้จุดโทษ หรือบางคนสมควรโดนไล่ออก ต้องเป็นดุลพินิจของผู้ตัดสินเท่านั้น

 แต่ปรากฏว่าบรรดาผู้อาวุโสของทั้งฟีฟ่าและยูฟ่า ออกแรงคัดค้านอย่างเต็มกำลัง ก่อนหน้านี้ เฌอโรม วัลค์เค เลขาธิการทั่วไป ฟีฟ่า บอกว่าเราได้ข้อสรุปว่าจะไม่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตัดสิน เกมฟุตบอล

 ส่วน 'นโปเลียนลูกหนัง' มิเชล พลาตินี่ ปัจจุบันเป็นประธานยูฟ่า บอกว่าฟุตบอลคือมนุษย์ ไม่ใช่วิดีโอ และเราไม่ได้กำลังเล่นเกมกด ที่ฟุตบอลได้รับความนิยมขนาดนี้ต้องขอขอบคุณคุณค่าของมนุษย์ ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องเครื่องจักรเชิงพาณิชย์ทั้งหมด ฟุตบอลก็จะสูญเสียความนิยมไปเช่นกัน

 วันนี้ เกมฟุตบอลก็ยังใช้ 'มนุษย์' เป็นผู้ตัดสิน มีผิด มีพลาด ถูกใจฝ่ายหนึ่ง ไม่ถูกใจฝ่ายหนึ่ง แต่ที่มันไม่ปั่นป่วน วุ่นวาย แถมยังได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะเขามีหลักยึดว่า 'รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย' ประดุจหมุดเหล็กที่ตอกอยู่ในใจนักกีฬาทุกคน

 คนที่คิดคำ 3 คำนี้ เหมือนมองเห็นอนาคตล่วงหน้าว่าวันหนึ่งเมื่อการแข่งขันมันดุเดือด รุนแรงขึ้น กีฬาจะกลายเป็นกาลี ก็เลยสั่งสอนให้นักกีฬายึด 3 คำนี้ไว้ ผลออกมาเป็นอย่างไร ต้องยอมรับ หน้าที่คือเดินหน้าสู้ใหม่

 นี่คือสปิริตของนักกีฬา ที่นักการเมืองไทยควรเอาอย่าง วันที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินถูกใจ ก็ชื่นชมยินดี วันที่ไม่ถูกใจ ก็โห่ไล่ ถอดถอน ไม่เคยรู้แพ้ และรู้อภัย รู้แต่จะชนะอย่างเดียว

 ที่สุดแล้วสังคมไทยคงจะไม่เอา 'หุ่นยนต์' มาตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น เมื่อเป็นเกมระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ สปิริตเป็นสิ่งสำคัญ หากยังต้องการประคับประคองเกมนี้ให้เดินต่อ ไม่มีรัฐประหารเหมือนที่กลัวกัน ก็ต้องใช้กระบวนการที่มีอยู่ดำเนินการไม่ใช่ปลุกม็อบ คุกคาม แจกเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่บ้าน ส่งสัญญาณไล่ล่า แบบที่เป็นอยู่