
'ซูจี'เริ่มเยือนอังกฤษ1สัปดาห์
นางอองซาน ซูจี ส.ส.ฝ่ายค้านพม่าเริ่มต้นการเยือนอังกฤษนาน 1 สัปดาห์แล้วเมื่อวาน ซึ่งเป็นการเยือนประเทศที่เธอเคยศึกษา แต่งงานและใช้ชีวิตกับครอบครัวนานหลายปี
20 มิ.ย. 55 ซูจีเริ่มต้นภารกิจแรกด้วยการอภิปรายที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการเมืองลอนดอน หรือแอลเอสอี ในกรุงลอนดอน และบอกกับเหล่านักศึกษาและนักวิชาการหลายร้อยคนว่าเวลาเพียงอย่างเดียวไม่อาจเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้นในพม่า แต่จำเป็นต้องมีการยอมรับความผิดพลาดในอดีต และความคืบหน้าสู่การปฏิรูปและการพัฒนาประชาธิปไตยจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจอย่างมากเกี่ยวกับความสำคัญของหลักนิติรัฐ และหากเราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปรองดองในประเทศ ก็จะไม่สามารถเอกภาพและสันติภาพได้ และหากไม่มีความยุติธรรม ก็จะไม่เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงได้
นอกจากนี้ซูจี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์สกาย นิวส์ของอังกฤษที่กรุงลอนเมื่อวานซึ่งเป็นวันเกิดครบรอบ 67 ปีของเธอด้วยว่า เธอไม่อาจแก้ตัวใดๆสำหรับการพลัดพรากจากครอบครัวไปเวลานาน หลังออกจากอังกฤษกลับไปดูแลแม่ที่ป่วยในพม่าเมื่อ 24 ปีที่แล้วและไม่ได้กลับไปเยี่ยมลูกและสามีชาวอังกฤษอีกเลย แม้สามีเสียชีวิตไปแล้ว
เธอบอกว่า ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ และลูกๆก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง ไม่อาจอ้างได้ว่าแม่ไม่อยู่หรือพ่อเสียชีวิต นอกจากนี้แม้เธอบอกว่าไม่เสียใจในสิ่งที่ตัดสินใจทำไป ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้สึกอะไรเกี่ยวกับปัญหาที่ลูกชายสองคนต้องเผชิญ แต่การจมอยู่กับความทุกข์ไม่ช่วยอะไร และสิ่งที่ตัดสินใจทำไปเป็นเพราะเธอเป็นชาวพม่าและห่วงใยสิ่งที่เกิดขึ้นกับพม่า และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ
หลังจากนั้นในวันเดียวกันเธอไปเยือนเมืองออกซ์ฟอร์ดและเยี่ยมมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่ซึ่งเธอเคยเข้าศึกษา เธอใช้ชีวิตในเมืองนี้ร่วมกับสามีไมเคิล อาริส และลูกชายอีกสองคนที่นี่ นอกจากนี้เธอได้ฉลองวันเกิดกับครอบครัวและเพื่อนในช่วงค่ำ
และในวันนี้มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดจะมอบปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ให้เธอ หลังจากประกาศมอบให้เธอตั้งแต่ปี 2536 แต่เธอไม่ได้ไปรับด้วยตัวเอง
หลังจากนั้นในวันพฤหัสบดีเธอจะเข้าพบนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนที่กรุงลอนดอน และสิ่งที่เป็นไฮไลท์สำคัญ คือ เธอจะกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในอาคารรัฐสภา ซึ่งปกติแล้วมีผู้นำโลกเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเกียรติแบบนี้
----------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)
----------



