ข่าว

'ว้า'อ้างชิด'ไทใหญ่'กันรุกล้ำพื้นที่

'ว้า'อ้างชิด'ไทใหญ่'กันรุกล้ำพื้นที่

19 มิ.ย. 2555

กองกำลังของชนกลุ่มน้อยว้าแดงอ้างเคลื่อนกำลังพลประชิดฐานไทใหญ่ หวังกันไทใหญ่ทำถนนรุกล้ำพื้นที่ ขณะที่เชียงใหม่ติวเข้มผู้ประกอบการเหนือตอนบนโรดโชว์พม่า

           เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน รายงานข่าวจากชายแดนไทย-พม่า ด้านจังหวัดเชียงรายแจ้งว่า จากกรณีกองกำลังของชนกลุ่มน้อยว้าแดง จาก บก.ควบคุมรัฐว้าตอนใต้ หรือ UWSA (United Wa State Army) ได้เคลื่อนกำลังพลจาก จ.เมืองสาด ประเทศพม่า เข้าประชิดฐานก่อวันของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่หรือ SSA (Shan State Army) ตรงกันข้ามบ้านพญาไพร ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายฐานของ SSA ในบริเวณดังกล่าว จนทำให้หลายหวั่นเกรงว่าทั้งสองฝ่ายจะเกิดการปะทะกัน ทั้งๆ ที่กลุ่มไทใหญ่และรัฐบาลพม่าพึ่งเจรจาสันติภาพกันไปแล้วเมื่อราว 1 เดือนก่อนนั้น

              ล่าสุดมีรายงานว่าทางกลุ่ม SSA และว้าแดงได้มีการเจรจากันแล้ว ทางฝ่าย SSA นำโดย พ.อ.เจ้ากอนจื้น ผบ.ภาคเชียงตุง ของ SSA ได้ส่งคนเข้าสอบถามการดำเนินการดังกล่าวของกลุ่มว้าแดง ซึ่งได้รับคำตอบจากกลุ่มว้าว่าการเคลื่อนย้ายกำลังดังกล่าวส่วนหนึ่งเพื่อการก่อสร้างถนน และเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังตามปกติเนื่องจากแต่เดิมกองทัพว้าแดง ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลทหารของพม่าโดยมีเอกสาร ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลพม่าให้สามารถครอบครองพื้นที่รัฐฉานฝั่งซ้ายได้เกือบทั้งหมด

              ดังนั้นการก่อสร้างและการเคลื่อนย้ายกำลังในเขตรับผิดชอบจึงสามารถทำได้ โดยกลุ่มอื่นไม่สามารถเข้าไปห้ามได้ ขณะเดียวกันหากว่ากลุ่มอื่นรวมทั้งกลุ่มไทใหญ่ต้องการผ่านหรือใช้พื้นที่ต้องได้รับการอนุญาตจากกลุ่มว้าแดงก่อนด้วย ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องมีการใช้กำลังผลักดันออกไปได้ ทำให้หลังการเจรจาทุกฝ่ายยังคงวางกำลังป้องกันแนวตัวเองอยู่เช่นเดิม 


แฉ"กองกำลังว้า"ทุ่มเงินซื้ออาวุธเกาหลีเหนือเสริมศักยภาพกองทัพ


              ขณะเดียวกันสำนักข่าวKhonkhurtaiแห่งรัฐฉานรายงานว่า แหล่งข่าวน่าเชื่อถือจากชายแดนรัฐฉาน – จีน รายงานว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว (2554) จนถึงต้นปีนี้ (2555) กองทัพสหรัฐว้า UWSA (United Wa State Army) หรือ กองกำลังว้า มีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่เมืองปางซาง รัฐฉานภาคตะวันออก ติดชายแดนจีน ได้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากเกาหลีเหนือโดยผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยอาวุธถูกบรรจุใส่ตู้คอนเทนเนอร์และทะยอยส่งไปกับรถบรรทุกจากเกาหลีเหนือ ผ่านเวียดนาม ลาว และเข้าสู่รัฐฉาน ถึงปลายทางแล้วรวม 42 ตู้

              แหล่งข่าวเผยว่า อาวุธที่ถูกส่งขายให้กองกำลังว้า UWSA แต่ละตู้คอนเทนเนอร์มีกำไรสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ โดยกำไรได้แบ่งส่วนให้ทั้งเจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีเหนือ เวียดนาม และลาว เบ็ดเสร็จราว 7 แสนดอลลาร์ เป็นค่าตอบแทนการอำนวยความสะดวก ส่วนอีก 3 แสนดอลลาร์เป็นกำไรใส่กระเป๋าพ่อค้าคนกลาง ซึ่งหากนับจำนวนอาวุธที่ถูกส่งให้ว้า UWSA จำนวน 42 ตู้คอนเทนเนอร์ เฉพาะพ่อค้าคนกลางได้เงินกำไรไปแล้วไม่ต่ำกว่า 12 ล้านดอลลาร์

              อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่า อาวุธที่กองทัพว้า UWSA ซื้อจากเกาหลีเหนือเป็นชนิดใดบ้าง ขณะที่หลายฝ่ายเชื่อว่า น่าจะมีอาวุธประสิทธิภาพสูง รวมถึงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศรวมอยู่ด้วย เนื่องจากผู้นำด้านการทหารของว้า UWSA เคยประกาศต่อหน้าทหารและประชาชนถึงขีดความสามารถศักยภาพของกองทัพ UWSA

              โดย จ้าวโจงตาง ผู้นำด้านการทหารของว้า UWSA ได้กล่าวเนื่องในวันก่อตั้งกองทัพว้า UWSA ครบ 23 ปี ที่เมืองป๊อก เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า กองทัพว้า UWSA มีศักยภาพสามาถรปกป้องภัยการรุกรานทั้งจากทางบกและทางอากาศ เฉพาะกองพล 468 (มีบก.อยู่ที่เมืองป๊อก) มีความแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องเขตปกครองว้าและประชาชนได้ ดังนั้น ขอให้ประชาชนไว้วางใจในกองทัพว้า UWSA


เชียงใหม่ติวเข้มผู้ประกอบการเหนือตอนบนโรดโชว์พม่า
 
              ขณะที่การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า นายวรการ ยกยิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยในการเป็นประธานแถลงข่าวโครงการพัฒนานักการตลาดกลุ่มจังหวัดล้านนาสู่สากล (Smart Trader) วันที่ 19 มิถุนายนนี้  ที่ โรงแรมเชียงใหม่ฮิลล์ จัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น ว่า จังหวัดเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบ กิจการไทยในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือรวม 4 จังหวัด (ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่) ภายใต้ชื่อ "โครงการพัฒนานักการตลาดกลุ่มจังหวัดล้านนาสู่สากล (Smart Trader)" ประจำปีงบ ประมาณ 2555 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 รวมจังหวัดละ 20 คน รวมทั้งหมด 80 คน จัดอบรมระหว่างวันที่ 2-6 กรกฎาคม ที่โรงแรมกัซซัน  ขุนตาล กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท

              ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดให้กับผู้ประกอบการ เพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ทั้งตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงกลุ่มจีเอ็มเอส และประเทศอื่นอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างเครือข่ายคลัสเตอร์ แอนด์เน็ตเวิร์ค (Cluster & Network) ในกลุ่มจังหวัดเพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมการค้าทั้งในและต่างประเทศ

              โดยการอบรมดังกล่าวจะเป็นการเตรียมความรู้และทักษะที่จะสามารถผลักดันการค้าของกลุ่มธุรกิจล้านนาในพื้นที่ภาคเหนือให้สามารถประกอบการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็น กำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมพัฒนาการค้าระหว่างประเทศในอนาคต ทั้งนี้ การจัดอบรมดังกล่าวถือว่าจะสร้างประโยชน์เป็นอย่างมาก ได้มาถูกทางแล้ว ตอนนี้หลายประเทศกำลังจับตาและสนใจ ประเทศไทยอย่างมากว่าจะมีการขับตัวอย่างไรเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558

              อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการอบรมโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จปลายเดือนกรกฎาคมจะนำผู้ประกอบการที่ได้รับการอบรมไปโร้ดโชว์และตกลงการค้ากับประเทศพม่า เพื่อเปิดโอกาสทาง การตลาดเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              นางสาวปานจิตต์ พิศวง พาณิชย์ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การพัฒนาผู้ประกอบการถือเป็นหัวใจของการยกระดับการค้าการลงทุนของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ซึ่งมีศักยภาพ มี สินค้าที่หลากหลาย และมีความโดดเด่นอย่างมาก ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจมีความเข้มข้นขึ้นอย่างมาก ประเทศไทยและอีก 10 ประเทศในอาเซียนก็กำลังจะก้าวเข้าสู่เออีซี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ เองก็ได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์แต่ละจังหวัดเป็นศูนย์เออีซีระดับจังหวัด มุ่งให้ความรู้ความเข้าใจในระดับจังหวัด เพิ่มพูนโอกาสทางการแข่งขันอย่างทั่วถึง

              ทั้งนี้ โครงการพัฒนานักการตลาดกลุ่มจังหวัดล้านนาสู่สากลนี้จะช่วยผู้ประกอบการทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อยทั้งจะทำอย่างไรให้ต้นทุนลดลง การขยายตลาดโดยเฉพาะในประเทศ จะทำได้อย่างไรบ้าง สินค้าไทยที่มีความเข้มแข็งและเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มประเทศ CLMV หรือกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง แต่การผลิตยังเป็นรองของ ประเทศไทย จะเจาะตลาดได้อย่างไร

              อย่างไรก็ตาม สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ก็ดำเนินการขยายเส้นทางการค้าเพิ่มมากขึ้น ในวันที่ 21 มิถุนายน ก็จะลงนามเอ็มโอยูบ้านพี่เมืองน้องร่วมกับรองนายกเทศมนตรีเมือง ฉางฉุน มณฑลจีหลิง ประเทศจีน ซึ่งจะเดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่เพื่อมาสำรวจลู่ทางการลงทุน ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จังหวัดเชียงใหม่เองก็ได้ลงนามเอ็มโอยูบ้านพี่เมืองน้องกับ เมืองสิบสองปันนา ประเทศจีน เช่นกัน

              นายณรงค์ คองประเสริฐ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เออีซีที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นตลาดใหญ่เกินกว่าความเข้าใจเดิมของผู้ประกอบการ ไม่ใช่เพียงแค่การขายของใน จังหวัดเท่านั้น แต่หมายถึงกลุ่มตลาดที่กว้างถึง 600 ล้านคน ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่เอกชน สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ต้องเร่งทำคือการพัฒนาผู้ประกอบ การยกระดับสู่ระดับประเทศ

              ทั้งนี้ 80 ผู้ประกอบการที่จะเข้ารับการอบรมจะเป็นโมเดลนำไปรุกในการเปิดดออีซีให้กับผู้ประกอบการรายอื่น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเครือข่ายรวมพลังให้แข็งแกร่งมากขึ้น เดิมทีผู้ ประกอบการจะต่างคนต่างทำ ดังนั้น การต่อรองหรือการแข่งขันจะสู้ไม่ได้ ในอนาคตจะต้องรวมตัวกันเป็นคลัสเตอร์ให้ได้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ชี้ไทยศักยภาพด้อยรับมืออาเซียนไม่ทันเพื่อนบ้าน

               นายกรกฎ ผดุงจิตต์ รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  เปิดเผยในงานสัมมนา"เปิดโลกการค้ายุคใหม่สู่ AEC ฉบับ SMEs จัดโดยกรมส่งเสริมการส่งอก และศูนย์เทคโนโลนีเพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จังหวัดเชียงรายว่า   ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (Asean Economic Community) 10 ประเทศในปี 2558 เป็นต้นไป

               ภาคเอกชนต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ขณะที่ภาครัฐจะเป็นฝ่ายสนับสนุนโดยเฉพาะด้านการออกกฎหมายรองรับภายในประเทศและเจรจากับต่างประเทศ ซึ่งมาตรฐานสินค้าก็สำคัญ เช่น ปัจจุบันพบว่าผลิตภัณฑ์ตำรับยาพื้นบ้านของอินโดนีเซียจดทะเบียนสินค้ามากกว่าของไทยเสียอีก และถ้าเปิดตลาดกันก็จะมีสินค้าในทะเบียนของอินโดนีเซียอยู่เต็ม จึงจำเป็นที่ภาครัฐของไทยจะต้องเร่งดำเนินการไม่เช่นนั้นจะแย่หนัก 

               ส่วนเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสารโดยเฉพาะอังกฤษ พบสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน มีศักยภาพมากที่สุด ทรัพยากรพบว่าพม่ามีมากที่สุด เทคโนโลยีสิงคโปร์มีมากที่สุด โครงสร้างพื้นฐานพบสิงคโปร์ มาเลเซียมีมากที่สุด อัตราค่าจ้างขั้นต่ำอินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา มีมากที่สุด ขนาดตลาดในประเทศพบว่าฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม มีมากที่สุด ต้นทุนการส่งออกพบว่าสิงคโปร์และมาเลเซียมีมากที่สุด ไทยมีเพียงความสะดวกในการตั้งธุรกิจเท่านั้นที่มีมากแต่ก็อยู่ในระดับเดียวกับสิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนความสะดวกในสินเชื่อและ SMEs ก็ยังสู้ประเทศอื่นๆ ไม่ได้เช่นกัน

               รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวด้วยว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องศึกษาใน AEC ซึ่งที่ผ่านมาหลายฝ่ายอาจจะยังไม่รู้ เช่น ภาษาที่ใช้กันมากที่สุดในอาเซียนคือภาษาบาซา โดยใช้มากที่สุดในอินโดนีเซียที่มีประชากร 280 ล้านคน มาเลเซีย 40 ล้านคน และยังใช้ในสิงคโปร์ บรูไน และภาคใต้ของไทย ปัจจุบันประเทศเวียดนามเริ่มให้การเรียนภาษานี้กันแล้ว ส่วนการค้าการลงทุนก็พบว่าเริ่มเห็นผลบ้างแล้วโดยพบว่ากลุ่มทุนของมาเลเซียเข้าไปลงทุนผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอในประเทศกัมพูชา โดยนำเข้าวัตถุดิบจากไทยหรือจีนและนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออก สาเหตุเพราะที่กัมพูชามีต้นทุนค่าแรงต่ำแค่วันละ 2 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 80 บาท ส่วนไทยกลับเพิ่มค่าแรงเป็นวันละ 300 บาทเสียอีก ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากนโยบายนี้คือกล่ม SMEs เพราะต้องจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น 36,000 ล้านบาท พบกลุ่ม SMEs ต้องจ่ายถึง 27,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นของกลุ่มทุนใหญ่