
รัฐไทยกับ 'อู่ตะเภา' จะรักษาสมดุลอย่างไร?
กรณีสหรัฐอเมริกา ขอใช้ประโยชน์จากพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ในไทย ก็ถูกตั้งคำถามขึ้นมาทันที
หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ลดบทบาททางการทหารในภูมิภาคอาเซียนมานาน เมื่อชาติมหาอำนาจจะขอกลับมาใช้ประโยชน์จากพื้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ในไทย ก็ถูกตั้งคำถามขึ้นมาทันที
กรณีนี้อาจต้องแยกออกเป็นสองเรื่อง คือ 1.ทางกองทัพสหรัฐขอใช้เพื่อเป็นศูนย์บรรเทาสาธารณภัยและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ 2.องค์การนาซ่า ขอใช้เพื่อเป็นฐานในการดำเนินงานจอดอากาศยานขึ้นบิน และตรวจสอบสภาพอากาศ
แม้การใช้สนามบินอู่ตะเภาของสหรัฐในกิจกรรมต่างๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอเมริกากับไทยเป็นพันธมิตรทั้งด้านทหารและด้านความมั่นคง และสนามบินอู่ตะเภาก็เคยถูกใช้เป็นศูนย์ส่งความช่วยเหลือในเหตุภัยพิบัติของภูมิภาคนี้หลายครั้ง เช่น เหตุสึนามิเมื่อปี 2547, พายุไซโคลนนาร์กิสถล่มพม่าเมื่อปี 2551 และเหตุน้ำท่วมใหญ่ในไทยเมื่อปี 2554 ที่กองทัพเรือสหรัฐก็มีบทบาทช่วยสนับสนุนการกู้ภัยและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาแล้ว
ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง ตั้งข้อสังเกตว่า การขอใช้สนามบินอู่ตะเภาของสหรัฐนั้น สอดคล้องกับการที่สหรัฐพยายามยกระดับกิจกรรมด้านการทหารกับไทย ซึ่งสหรัฐได้ดำเนินการใน 2 โครงการ คือ กรณีที่หนึ่ง ใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการการบรรเทาภัยพิบัติ
"เป็นกรณีที่ไทยต้องระมัดระวังและกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน เนื่องจากแม้เป็นปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม แต่ก็มีกำลังทหารเข้ามาปฏิบัติการ จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ปรึกษากับรัฐสภาทั้งกรรมาธิการการต่างประเทศ กรรมาธิการการทหาร หน่วยงานความมั่นคง และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กำหนดกรอบให้ชัดเจน ที่สำคัญต้องชี้แจงให้ภาคสังคมที่กำลังเคลือบแคลงสงสัยเกิดความสบายใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคงที่ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ หากเราไม่ตั้งหลักแบบนี้ เมื่อทหารสหรัฐเข้ามาในพื้นที่ เราอาจควบคุมไม่อยู่"
กรณีที่สอง โครงการศึกษาวิจัยชั้นบรรยากาศของนาซา เพราะแม้การดำเนินงานของพลเรือน แต่อาจทำให้สหรัฐมีแนวคิดพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างการส่งอาวุธขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ และส่งเครื่องบินไร้คนขับ (โดรน) เพื่อเตรียมพร้อมกับการทำสงครามสมัยใหม่ เพราะสหรัฐจะรับรู้ และมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยไม่รู้มาก่อน
"ที่สำคัญ คือสิ่งที่ไทยต้องพิจารณาคือ การเข้ามามีบทบาทของสหรัฐ แม้ว่าจะอ้างด้านมนุษยชน แต่ต้องพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชาติมหาอำนาจในภูมิภาคด้วย เพราะทั้งจีนและอินเดียอาจไม่พอใจ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องตระหนักอย่างรอบคอบคือ การตั้งกรอบเพื่อกำหนดขอบเขต เช่น หากทหารเข้ามาจะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลในกรณีอย่างไรเพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องความมั่นคง"
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องที่รัฐบาลสหรัฐกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่บางส่วนของอู่ตะเภาในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ ระดับภูมิภาค (Humanitarian Assistance and Disaster Relief-HADR) ริเริ่มในรัฐบาลอภิสิทธิ์
ซึ่งศูนย์ดังกล่าวไม่ได้เป็นการดำเนินการทางทหาร มีเพียงแนวคิดที่จะขอใช้พื้นที่บริเวณท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นศูนย์ฝึกเตรียมความพร้อม เวลาเกิดภัยพิบัติในภูมิภาคนี้ มีแนวคิดจะสร้างคลังเก็บ สิ่งของ/อาหาร และบางส่วนอาจเตรียมไว้เป็นที่ตั้งของหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อการตอบสนองต่อภัยพิบัติฉุกเฉิน ซึ่งหน่วยนี้ไม่ใช่หน่วยงานหรือกองกำลังถาวร
รองโฆษกฯ ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้มีการตกลงใดๆ ให้กองทัพสหรัฐเข้ามาใช้พื้นที่ กรณี พล.อ.มาร์ติน เดมพ์ซีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐฯ มาเมืองไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยอมรับว่ามีการหารือในเรื่องนี้ ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงของไทย แต่ก็ยังไม่ได้มีการตกลงกันใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจา ซึ่งจะยึดหลัก ประเทศไทยในฐานะเจ้าบ้าน ต้องให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการในทุกเรื่อง
พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม กล่าวในรายการลับลวงพราง อสมท 100.5 ว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญกระทรวงกลาโหมร่วมประชุมเพื่อเตรียมการกรณีที่องค์การนาซ่าจะมาขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นศูนย์ในการขึ้นสำรวจชั้นบรรยากาศเหนือหลายประเทศ
ทั้งนี้ ทางสหรัฐอเมริกาให้อิสระไทยในการร่างข้อตกลง กฏกติกาในรูปแบบที่ทางไทยสบายใจ เพราะฉะนั้น ไทยเราสามารถเป็นผู้เลือก หรือกำหนดได้ว่าจะให้เขามาทำอะไรบ้าง ไม่ทำอะไรบ้าง
"ทางกองทัพ กระทรวงกลาโหม และฝ่ายความมั่นคง มีการพิจารณาเรื่องยุทธศาสตร์ต่างๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องดุลอำนาจ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ภูมิภาคนี้ที่ตอนนี้สหรัฐก็กลับเข้ามา rebalance กัน แต่ก็ได้มีการประนีประนอมกับจีน ซึ่งเรามีความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ แต่สำคัญที่ว่า เราจะรักษาสมดุลให้ได้อย่างไร จะเห็นว่า แม้ไทยกับสหรัฐจะมีการฝึกขนาดใหญ่ที่สุด คือ คอบบร้าโกลด์ แต่กับจีน เราก็ชวนให้เขามาฝึกร่วมทางทหารด้วย และตอนที่เราน้ำท่วมนั้น ประเทศที่ให้ความช่วยเหลือไทยเรามากที่สุด เร็วที่สุดและมีมูลค่าสูงสุดก็คือจีน รองลงมาก็เป็นสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ"
ด้าน สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ชี้แจงว่า การที่องค์การนาซ่าต้องการใช้อู่ตะเภาเป็นจุดขึ้น-ลงของเครื่องบินที่ใช้สำรวจสภาพอากาศหรือก้อนเมฆ ทางสหรัฐขอมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ต่อมารัฐบาลชุดนี้ก็ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา และให้ไปสอบถามประเทศเพื่อนบ้านว่าเห็นด้วยหรือไม่ เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาด้านความมั่นคง ซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้าน เพราะเครื่องบินที่จะบินขึ้นไปสำรวจสภาพอากาศนั้น
ซึ่งทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไทยไปด้วย และนาซ่าจะเข้ามาทำการแค่ 2 เดือนคือ สิงหาคมและกันยายน ทางไทยก็ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและความมั่นคง 5 ครั้ง เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว และเพิ่งมีการอนุมัติให้นำเสนอเข้าให้ ครม.ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยืนยันว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 190
"ส่วนการที่สหรัฐต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นศูนย์ช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ ระดับภูมิภาค ซึ่งทางกองทัพเรือก็เห็นด้วย แต่แนวคิดนี้ยังไม่ได้ข้อยุติใดๆ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเสนอว่าหากเป็นไปได้ก็ควรให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะจีนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง"
ทั้งสองกรณีดังกล่าว ต่างมีความเชื่อมโยงและอาจส่งลกระทบต่อไทยรวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความกังวลต่อท่าทีของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ที่มีนโยบายเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็น 60 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สอดรับยุทธศาสตร์การรับมือกับจีน ขณะที่ชาติคู่แข่งของสหรัฐอย่างจีนก็ได้เพิ่มงบประมาณอีก 600 ล้านบาทให้กับกองทัพกัมพูชาอีกด้วย
ไทยในฐานะประเทศที่มีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบชาติมหาอำนาจในภายหลัง



