
ใบเหลืองไร้สาระ
ใบเหลืองไร้สาระ : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง
ต้นสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวจืดๆ ไม่ใคร่มีคนสนใจ คือ กกต.แจกใบเหลือง 3 ส.ส.ได้แก่ ปชป.ที่ กทม. ภูมิใจไทยที่ลพบุรีและชัยภูมิ
ผมจำไม่ได้ว่า กกต.แจกใบเหลืองมาแล้วกี่ใบ เชื่อว่าคนทั่วไปก็จำไม่ได้ เพราะไม่มีมรรคผลอันใดให้เปลี่ยนแปลงรัฐบาล หนำซ้ำพอเลือกตั้งซ่อม ก็ ส.ส.หน้าเดิมที่ได้ใบเหลืองนั่นแหละ ชนะกลับมาเป็นส่วนใหญ่
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ปลุกพระปลุกผีมาจากไหนผมก็ไม่เชื่อว่า วัน อยู่บำรุง จะชนะ สามารถ ม่วงศิริ (เว้นแต่ปลุกตำรวจ)
แจกใบเหลืองแล้วได้อะไร นอกจากได้ชื่อว่า กกต.ทำงาน นอกนั้นมีแต่เสียทั้งงบประมาณ งบผู้สมัคร น่าจะมีนักวิจัยรวบรวมเคสที่ กกต.แจกใบเหลืองมาตลอด 14 ปี แล้วดูซิว่าใช้งบเลือกตั้งซ่อมไปเท่าไหร่ เปลี่ยนตัว ส.ส.ได้กี่คน สรุปเป็นค่าสัมประสิทธิ์แห่งความสิ้นเปลือง กต.แจกใบเหลืองด้วยสาเหตุใด เพราะจับได้ว่าหัวคะแนนไปแจกเงินแจกของ ถ้าถึงตัวหรือพัวพันเข้าใกล้ ก็เป็นใบแดง ฟังดูเหมือน กกต.ช่วยทำให้การเลือกตั้งศักดิ์สิทธิ์ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเฝือและน่าเบื่อหน่าย เสียดายงบอีกต่างหาก
โจทย์ที่ควรคิดคือ เราต้องการเห็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์สะอาดปราศจากสิวฝ้า หรือต้องการเห็นการเลือกตั้งที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน
มันไม่เหมือนกันนะครับ ในความเป็นจริงของการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างให้สุดขั้วเลย สมมุติเขตเลือกตั้งหนึ่งมีคู่แข่ง 3 คน จ่ายคนละ 500,300,200 บาท ชาวบ้านเขาชอบคนที่ให้ 300 เขาก็เลือกพร้อมเอาตังค์ด้วย แน่นอนไม่ใช่การเลือกตั้งที่สะอาดบริสุทธิ์ แต่ถามว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคนเลือกไหม แล้วถ้า กกต.จับได้ แจกใบแดง ทำให้คนที่จ่าย 500 ได้ไป มันสะอาดบริสุทธิ์ไหม
นี่คือความจริงที่ต้องมองโดยไม่ใช้อุดมคติเพ้อเจ้อ ปัจจัยของการเลือกตั้งแบบไทยๆ มีหลายอย่าง พ่วงอยู่ในคะแนนนิยม โดยไม่ได้เป็นสีขาวสีดำ คนนี้คนดี จะเลือกคนนี้ แต่เป็นเศรษฐีมีตังค์ ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ วันนี้หยุดงานมาเลือกตั้งต้องฉลองกันหน่อย ฯลฯ แต่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยไม่พัฒนา โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งทางการเมืองทำให้เรื่องของพรรคและนโยบายเข้ามามีส่วนสำคัญ
ที่พูดนี่ไม่ได้บอกว่าปล่อยให้ซื้อเสียงกันต่อไป กกต.ต้องทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้ทุ่มเงินกันประเจิดประเจ้อ ค่อยๆ กำกับให้ลดลงไปเรื่อยๆ ดูแลไม่ให้โกง ข่มขู่ ใช้อิทธิพล ใช้อำนาจหน้าที่ราชการ แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ใช่เมายาสตริกนิน เอาความผิดเฉพาะเรื่อง ที่ควรไปเอาผิดทางอาญา มาแจกใบเหลืองใบแดง จนมีผลเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของผู้เลือกตั้ง
กกต.ในรัฐธรรมนูญ 2540 เอาต้นแบบมาจากอินเดีย ซึ่งเขามี กกต.แค่ 1 คน กับเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน แต่มีอำนาจสั่งข้าราชการทั้งประเทศ เวลาเลือกตั้งก็ใช้หน่วยราชการนี่แหละ ไม่ต้องขยายอาณาจักรเป็นมหาดไทย 2 ถ้าเห็นว่าการเลือกตั้งเขตไหน ส่อโกงกันแหลก แจกกันสะบัด ก็สั่งให้เลือกตั้งใหม่ ไม่ก้าวล่วงไปถึงขั้นแจกใบแดง โดยทำกันรวดเร็ว 7 วัน 15 วัน ไม่ยืดเยื้อมาเกิน 30 วันแล้วยังตามสอยได้ถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ
แต่ กกต.ไทยเอามาขยายอำนาจ เป็น 5 มนุษย์กายสิทธิ์ สามารถแจกใบแดงเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งทั้งที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม แค่ กกต.3 ใน 5 หรือ 4 ใน 5 “เชื่อได้ว่า” ก็ตัดสิทธิ 5 ปี รัฐธรรมนูญ 2550 ยังขยายเป็นมาตรา 237 ถึงขั้นยุบพรรค เมื่อคนโดนใบแดงเป็นกรรมการบริหารพรรค ประชาชนที่ไม่พอใจจึงลุกฮือ เพราะขัดเจตนารมณ์ที่เขาเลือกมา
พอขยายอำนาจก็ต้องมาขยายอาณาจักร เช่นต้องมีฝ่ายสืบสวนสอบสวนเป็นร้อยๆ การเมืองไทยไม่มีหรอกครับที่หาเสียงไม่ด่ากัน ถือเป็นสีสัน ถ้าล้ำเส้นเขาก็ฟ้องกันเองฐานหมิ่นประมาท แต่พอ กกต.ไปกำหนดว่าถ้าให้ร้ายป้ายสีโดนใบแดง ก็เหมือนหางานให้ลูกน้องทำ คราวนี้มันอัดคลิปคู่แข่งมาส่งเป็นพันๆ กิ๊ก ต้องเปิดรับเจ้าหน้าที่อีกไม่รู้กี่ร้อยคน
ตอนแรกๆ ก็ดูเหมือนจะได้ผล นักการเมืองกลัวใบเหลืองใบแดงลนลาน แต่ผ่านไปสิบกว่าปีนักการเมืองก็ปรับตัวได้ ไม่ค่อยมีคนโดนใบแดงจั๋งๆ เว้นแต่โดน “ล่อซื้อ” อย่าง ยุทธ ตู้เย็น มาตรา 237 ก็หมดความหมายทางปฏิบัติ เพราะ ส.ส.เขตไม่มีใครเป็นกรรมการบริหารพรรค ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ขณะที่ กกต.เอง จากมนุษย์กายสิทธิ์ชุดแรก ก็เปลี่ยนเป็น “3 หนา” แล้วมาเป็นอำมาตย์ขายเห็ด โดนกระแสสังคมรุมสกรัมจนสิ้นความศักดิ์สิทธิ์ไปนานแล้ว
ถ้าย้อนดูการเลือกตั้ง 2554 ก็กล่าวได้ว่า กกต.ได้แต่แจกใบเหลืองไม่กี่ใบ โดยใช้เวลาเนิ่นนาน น่าเบื่อหน่าย ไม่สมกับความใหญ่โตเทอะทะเป็นมหาดไทย 2 ทิ้งไว้แต่ซากให้ต้องคิดใหม่ ว่าเราควรทำอย่างไรกับ กกต.



