
แม่โขงทัวริสซึ่มฟอรั่ม2012
มองเวียดนาม-ลาวผ่านแม่โขงทัวริสซึ่มฟอรั่ม 2012
ไทยใช้เชียงรายเป็นจังหวัดเจ้าภาพจัดการประชุม TWG-29 และ Mekong Tourism Forum 2012 ด้วยเหตุผลว่า เชียงรายเป็นจังหวัดแรกของไทยที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน มีศักยภาพเพียงพอต่อการใช้เป็นฐานส่งเสริมการท่องเที่ยว 6 ชาติลุ่มแม่น้ำโขง โดยหวังเน้นให้เชียงรายเป็นตลาดท่องเที่ยวที่โดดเด่นในตลาดการท่องเที่ยวโลก จึงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
นายทวิเพชร อุลา รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงสารสนเทศ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ในฐานะประธานโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชี้ว่า เป้าหมายหลักของการพัฒนาการท่องเที่ยวลาว เน้นพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยตั้งยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดที่มีกลุ่มผู้ผลิตสินค้าประเภทหัตถกรรม ที่แสดงวัฒนธรรมของประเทศอย่างเด่นชัด และกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลอ้อย แต่ทั้งสองกลุ่มยังขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการสามารถพึ่งพาตนเอง รวมถึงแผนแม่บทขององค์การที่จะเข้าไปจัดการพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ลาวพยายามจัดการภายใต้เงื่อนไขการจัดการอย่างยั่งยืน โดยขอให้ไทยและธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียจัดประชุมบ่อยขึ้น เพื่อหารือถึงข้อสรุป ข้อด้อยและข้อได้เปรียบของกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมและอาณาเขตที่ใกล้เคียงกัน โดยประสานความร่วมมือกับไทยด้วยการเข้ามาดูงานในเชียงใหม่ ซึ่งลาวส่งคนเข้าร่วมโครงการ Gender Strategy กว่า 6,678 คนแล้ว เป็นผู้หญิงถึงร้อยละ 41 แต่ลาวมีข้อจำกัดด้านงบประมาณเป้าหมายที่วางให้สำเร็จภายในเดือนมีนาคม 2556 จะสำเร็จได้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย
อุปสรรคที่ลาวประสบคือ การพัฒนาการท่องเที่ยวภายในประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คือ หน่วยงานที่ลงไปประสานงานส่วนกลางเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งหมด ภาครัฐเป็นฝ่ายจัดหา ซึ่งกระตือรือร้นน้อย แต่ลาวสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศในการจัดหาข้อมูลที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เป็นเพื่อนบ้าน
ขณะที่ ดร.ทราน แวน งอย ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำโขง หรือ จีเอ็มเอส แสดงความห่วงใยต่อปัญหาในลาว แต่พบว่างานยังดำเนินการต่อเนื่องมีแบบแผนชัดเจน รวมถึงตัวเลขการเจริญเติบโต โดยเฉพาะบริเวณที่ติดกับน้ำโขงที่ถือว่าเป็นเขตเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ อย่างไรก็ตามเวียดนามเผชิญหน้ากับปัญหาอุทกภัยหนักทุกปีนับแต่ช่วงสิงหาคมถึงกันยายน ในจังหวัด Quang Binh อันเป็นตอนกลางของประเทศ แต่ที่ Coa Bang และ Ba Kan ทางภาคเหนือที่ต้องเผชิญกับพายุและภัยธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อสัญญาการก่อสร้างตามโครงการพัฒนาการท่องเที่ยว
เวียดนามเจอปัญหา คือ ประกันภัยไม่ครอบคลุม จึงหวังว่า ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียจะเข้ามาช่วยดูและพัฒนารูปแบบของการเลือกพัฒนา แต่อุปสรรคใหญ่หลวงของการพัฒนาโครงการต่างๆ ในเวียดนามมาจากความยุ่งยากในการติดต่อประสานงานผ่านหน่วยงานของราชการ โดยเฉพาะกรมการท่องเที่ยวของเวียดนามมีเอกสารค้างกว่าแสนเรื่อง เพราะการตรวจสอบอย่างละเอียดส่งผลให้เกิดความล่าช้า
ดังนั้นโครงการใดเมื่อเริ่มต้นทำงานแล้วจะต้องส่งให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบ
เวียดนามสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมด้วยตนเอง สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ อาคารอเนกประสงค์ 3 ชั้น ที่จะนำเสนอเป็นเสียงและจอภาพการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยรับการของรายการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวโดยตรง และในส่วนของการพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์ที่ให้นักท่องเที่ยวค้างคืนในหมู่บ้านชนบทต่างๆ
สิ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนเมื่อดูจากลักษณะภูมิภาคศาสตร์การเมือง พบว่า แหล่งท่องเที่ยวของเวียดนามมีอยู่มากมายทั่วประเทศ แม้เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยม แต่การท่องเที่ยวมีการประสานงานกันตลอด เพียงแค่การตัดถนนเข้าไปแหล่งท่องเที่ยว การเดินทางก็สะดวกแล้ว อีก 5 ปีข้างหน้าการท่องเที่ยวเวียดนามจะเติบโตเป็นเท่าทวีคูณและนำรายได้มหาศาลเข้าประเทศ
ด้านนายสตีเฟน ชิปานี ตัวแทนจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ เอดีบี เชื่อว่า หากภาคการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศให้ความร่วมมือและหารือ ผลจะนำไปสู่การปฏิบัติมากขึ้น แม้จะดูว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันสูง แต่การพัฒนาการท่องเที่ยวย่อมเป็นไปตามข้อตกลงแต่ละประเทศ หากจะพัฒนาเส้นทางเรือและชายฝั่งหรือ Coastal and Cruising Tourism ต้องดูว่าประเทศใดเข้าร่วมบ้าง ทุกประเทศคุยกันได้ เวียดนามมี 5 โครงการหลักเกิดขึ้น ได้แก่ Gia Lai, Tay Nin, Ha Giang, Loa Cai และ Kien Ging โดยเฉพาะในสองจังหวัดสุดท้ายมีเงินลงทุนถึง 15,520,000 และ 3,500,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมองรายละเอียดส่วนลึกพบว่า ให้ความสำคัญแก่การสร้างห้องน้ำ, การสนับสนุนธุรกิจนำเที่ยวรายย่อย, สวนพฤกษศาสตร์
ทางเดินของการพัฒนาการท่องเที่ยวของสองชาติหลักคงจะสะท้อนภาพการท่องเที่ยวในกลุ่มชาติลุ่มแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี



