
เลิกจ้างพนง.สะท้อน"ความเสี่ยง-โอกาส"
เลิกจ้างพนง.โรงแรมในภูเก็ต สะท้อนมิติธุรกิจ "ความเสี่ยง-โอกาส" : รายงานพิเศษ : โดย ... สาลินี ปราบ
ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจโรงแรม ด้วยการเลิกจ้างงานไล่เลี่ยกันของโรงแรม 2 แห่ง เริ่มจากบริษัท ลากูน่า บีช คลับ จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงแรมลากูน่า บีช รีสอร์ท ภูเก็ต ได้แจ้งการปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานจำนวน 350 คน เพื่อส่งมอบกิจการให้แก่ผู้ลงทุนรายใหม่ โดยจะปิดปรับปรุงโรงแรมชั่วคราว และจะเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2555
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ในการประชุมคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 1/2555 วิเชียร ตนุมาตร ประธานสหภาพแรงงานลากูน่า บีช รีสอร์ท ภูเก็ต ได้ยื่นหนังสือต่อ ตรี อัครเดชา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผ่านทาง สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอความเป็นธรรมจากกรณีดังกล่าวด้วยเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องการทำงานและค่าตอบแทนของพนักงาน
ต่อเนื่องมาถึงเดือนพฤษภาคม สหภาพแรงงานภูเก็ตไอร์แลนด์ ภายใต้การนำของ สันทัด เสริฐประสิทธิ์ ประธานกรรมการสหภาพฯ พร้อมพนักงานโรงแรมดิ เอวาซอน ภูเก็ต ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพฯ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผ่าน สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอให้ช่วยเจรจากับนายจ้างในการจ่ายค่าชดเชยพิเศษนอกเหนือจากที่นายจ้างจะต้องจ่ายให้แก่พนักงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 หลังจากโรงแรมปิดกิจการกะทันหันโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ส่งผลให้พนักงานกว่า 400 คน ต้องเผชิญกับการว่างงาน เพราะพนักงานส่วนใหญ่มีอายุงานค่อนข้างมาก เฉลี่ย 15 ปีขึ้นไป ขณะที่อายุของพนักงานส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 30-50 ปี ดังนั้น การที่จะไปสมัครงานในสถานประกอบการใหม่ จึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากไม่ว่าจะเป็นอายุ ประสบการณ์ทำงาน ซึ่งจะกลายเป็นข้อจำกัดในเชิงของค่าจ้างที่สูงกว่ากลุ่มแรงงานที่เพิ่งจบการศึกษา
หากพิจารณาจากทั้งสองกรณีข้างต้น ล้วนมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน คือ นายจ้างให้เหตุผลการเลิกกิจการว่าประสบปัญหาในการประกอบธุรกิจ จำเป็นต้องขายกิจการและเลิกจ้างพนักงาน เนื่องจากต้องโอนกิจการให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ ความน่าสนใจคือเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ผลประกอบการของโรงแรมในภูเก็ตส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุนน้อยมาก ยกเว้นกรณีที่ขาดทุนกำไร โดยเฉพาะโรงแรมที่มีทำเลที่ตั้งติดชายหาด และใช้เชนต่างประเทศในการบริหารจัดการ
"ทราบว่าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ โดยมีการสอบถามและตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันที่มีการร้องเรียนผ่านทางจังหวัดมีเพียง 2 แห่ง และจากการตรวจสอบก็พบว่าเป็นไปตามที่ผู้ประกอบการแจ้งไว้จริง ซึ่งในการประกอบธุรกิจการเปลี่ยนมือผู้บริหารเป็นเรื่องธรรมดา แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ยังคงต้องมีการติดตามว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คืออะไร เพื่อจะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด" สมหมาย ปรีชาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้ความเห็น และกล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมของการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และตัวเลขของนักท่องเที่ยวก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าจะขาดทุน แต่เหตุที่สถานประกอบการบางแห่งบอกว่าตัวเลขไม่ดี อาจเป็นเพราะจะต้องมีการแบ่งตลาดตามกลุ่มธุรกิจกันมากขึ้น เนื่องจากจำนวนห้องพักที่เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาไปถึงตัวเลขของความต้องการแรงงาน ของสำนักงานจัดหางานจังหวัดภูเก็ตพบว่ามีตำแหน่งงานที่ต้องการ 5,000 อัตรา ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดกิจกรรมนัดพบแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ได้รับความสนใจน้อยมาก แม้กระทั่งการออกไปรับสมัครงานในต่างจังหวัดที่ถือเป็นแหล่งแรงงานก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จำนวนของพนักงานทั้งสองสถานประกอบการซึ่งมีด้วยกันกว่า 700 ราย จึงน่าจะไม่มีปัญหาว่างงานที่ยาวนานเพราะโอกาสที่ยังคงมีอยู่ ขณะที่ภาพรวมสถานการณ์แรงงานของ จ.ภูเก็ต ในปัจจุบันถือว่ายังขาดแคลนแรงงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะและมีความชำนาญ
"การเลิกจ้างงานของโรงแรม 2 แห่งใน จ.ภูเก็ต เป็นเรื่องการบริหารงานของผู้ประกอบการ เมื่อมีการเปลี่ยนมือหรือเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ และมีการปิดปรับปรุง เพื่อลดค่าใช้จ่ายจึงมีการเลิกจ้างพนักงาน เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะมีการว่าจ้างกันใหม่ ซึ่งไม่ใช่ปัญหาไม่สามารถประกอบการได้ ประกอบกับปัจจุบันภูเก็ตยังมีปัญหาขาดแคลนบุคลากร จึงเชื่อว่าจะต้องมีการรับพนักงานกลับเข้าไปทำงานอีก" บังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าว
ปัจจุบันห้องพักในโรงแรมต่างๆ ของ จ.ภูเก็ต มีจำนวนรวมที่ 4.7 หมื่นห้อง ขณะที่อัตราการเข้าพักสูงเฉลี่ยประมาณ 80-90% ส่วนนอกฤดูกาลท่องเที่ยวหรือโลว์ซีซั่น จำนวนนักท่องเที่ยวก็จะลดน้อยลงค่อนมากทำให้มีปริมาณห้องพักเหลืออยู่ ในส่วนของ ททท.ได้พยายามทำการตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาตลอดทั้งปี เพื่อให้ธุรกิจท่องเที่ยวเกิดการไหลเวียนที่ดี
สมบูรณ์ จิรายุส นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต และผู้บริหารระดับสูงโรงแรมในเครือเมอร์ลิน กรุ๊ป กล่าวว่า การที่โรงแรมใน จ.ภูเก็ต 2 แห่ง ปิดกิจการและเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ กรณีดังกล่าวน่าจะเป็นนโยบายการบริหารและกลยุทธ์ด้านการลงทุนของผู้ประกอบการมากกว่า โดยแต่ละรายก็จะมีวิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป เท่าที่ทราบไม่ได้เป็นปัญหาจากการประกอบการ เพราะจะเห็นได้ว่ายังมีผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาบริหารจัดการต่อได้
"ภาพรวมการท่องเที่ยวของภูเก็ตถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของผลตอบแทนที่ลดน้อยลง ไม่สามารถปรับเพิ่มราคาค่าบริการต่างๆ ได้ ประกอบกับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาเศรษฐกิจของยุโรป ต้นทุนการประกอบการที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและการขนส่ง จึงทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยลดน้อยลง ผู้ประกอบการจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดความเหมาะสมของแต่ละสถานประกอบการ" สมบูรณ์ กล่าว
การปิดกิจการของธุรกิจโรงแรมทั้ง 2 แห่ง เพื่อรอจังหวะในการเปลี่ยนมือ จึงสะท้อนให้เห็นได้ทั้งในเชิงของมิติทางธุรกิจ ที่ด้านหนึ่งอาจจะหมายถึงอัตราเสี่ยง ส่วนมุมอีกด้านก็คือการเติบโตของการลงทุนที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อีก หากพิจารณาถึงการที่จะกลับมาลงทุนในรอบใหม่
----------
(หมายเหตุ : เลิกจ้างพนง.โรงแรมในภูเก็ต สะท้อนมิติธุรกิจ "ความเสี่ยง-โอกาส" : รายงานพิเศษ : โดย ... สาลินี ปราบ)
----------



