ข่าว

ประเทศนี้ต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน

ประเทศนี้ต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน

15 มิ.ย. 2555

ประเทศนี้ต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

             ผมไม่ใช่คนมีใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต เวลาคับแค้นใจใครก็คิดแต่จะเอาคืนให้รุนแรงสะใจอย่างที่ภาษาทางอาชญาวิทยาเรียกว่าใช้ระบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (eye for eye, tooth for tooth)" แต่นับวันปรากฏการณ์ "ความรุนแรงทางสังคมโดยเฉพาะในเมืองกรุง" ที่คนกรุงเทพฯ และคนอีกประมาณสิบกว่าล้านคนอาศัยรวมกันกำลังเผชิญอยู่ เพราะการบังคับใช้กฎหมายอ่อนปวกเปียก ตำรวจไม่กล้าใช้ความรุนแรง เด็กอาชีวะลากปืนไล่ยิงคนเหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อน ตำรวจไม่อยากเสี่ยงกับอนาคตตัวเองในการจับกุมดำเนินคดีกับคนมีเส้น เพราะ "สุ่มเสี่ยง" กับการถูกโยกย้ายหรือกระทั่งกลั่นแกล้งในความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน
 
               จึงไม่ควรแปลกใจที่โลก "เกียร์ว่าง" ระบาดหนัก โดยเฉพาะบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เริ่มต้นที่ตำรวจ ลุกลามไปถึงอัยการ ศาลบางแห่งกระทั่งในคุกก็ไม่ละเว้น ถือเป็น "ระบาดวิทยาที่อันตรายใหญ่หลวงต่อความอยู่รอดของสังคมส่วนรวมในอนาคตและลูกหลานไทยทุกคน" วันนี้เราเห็นรถยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนวิ่งกันเกลื่อนเมือง รถคันไหนอยากเบ่งว่ามีเส้น ก็เอาไซเรนไฟวับวาบเลี่ยงบาลีไปติดภายในรถ หน้ากระจกบ้าง กระจกหลังบ้างเพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ติดเหมือนรถตำรวจรถพยาบาล ถ้าไม่มีใบอนุญาต เด็กแว้น เด็กซิ่ง หายไปจากท้องถนนเพียงเฉพาะช่วงฟุตบอลยูโร อีกไม่นานก็กลับมาเหมือนเดิมเพราะตำรวจเอง ฝ่ายปกครองเอง รัฐบาลเองมีข้ออ้างสารพัด ถึงจะมีกฎหมายเอาผิดกับผู้ปกครอง
 
               ยังไม่เคยได้ยิน "สื่อค่ายไหน" เอาเรื่องเอาราวมาตีแผ่ รถชนคน รถชนรถ ถ้าคนดังคนมีสีหากเส้นสายแข็งแรง "เคลียร์กันได้" ยากจะปรากฏเป็นข่าวให้สังคมได้รับรู้
 
               นักการเมือง นักธุรกิจ พร้อมใจกันเอารัดเอาเปรียบประชาชน เหมือนดังที่ชอบพูดๆ กันว่า "เอาประชาชนเป็นตัวประกัน" ของฟรีไม่มีในโลกไม่ว่า แต่ไม่ควรคิดเอาแต่ได้ "ทำบุญยังต้องรู้จักกรวดน้ำเผื่อแผ่บุญกุศล" ใครมีมากแล้วก็ควรแบ่งปันหรือเจือจานให้สังคมบ้าง ทำให้หลายคนพากันนึกไปถึง
พระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎก เกี่ยวกับ "สังสารวัฏ" ที่เชื่อกันว่ามนุษย์นั้นเปรียบไปเหมือนวัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ดีชั่วอยู่ที่การกระทำ เมื่อมนุษย์ทำดีถึงขีดสุดอายุขัยจะยาวนานร่วมๆ 8 หมื่นปี ต่อเมื่อสุขสบายด้วยความเป็นมนุษย์ก็เบียดเบียนกัน เอาเปรียบกัน ผลแห่งบาป

               บุญคุณโทษทำให้อายุขัยไล่มาเหลือต่ำที่สุดคือ 10 ปี ช่วงอายุพอๆ กับ แมว สุนัขที่มนุษย์ชอบเลี้ยงดู เมื่อถึงเวลานั้นมนุษย์จะคิดได้และหันกลับมาทำความดี
 
               ทำให้ผมนึกถึงในช่วงอายุขัยของพวกเราในโลกมนุษย์ที่อยู่กันเกินร้อยปีถือว่าเก่งกาจสามารถ ดูมันจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ปรากฏในวัฏสงสารเหลือเกิน เพราะมนุษย์มุ่งแต่จะ "หักดิบ" เอาชนะกันทุกวิถีทาง ไม่คิดเผื่อแผ่เจือจาน เห็นแก่ตัว เบียดเบียนทั้งคนสัตว์ เทวดา ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ตัวผมเองซึ่งปกติทำบุญสุนทานจะมีแวบหนึ่งในใจคิดไปได้ว่า ทางแก้ของสังคมไทยทุกวันนี้ "ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน" แต่อาศัย "สติระลึกรู้" ด้วยปัญญาความคิด จึงยังมีโอกาสนำมาเขียนเป็นเครื่องเตือนใจให้ท่านทั้งหลายแสวงหาจุดร่วมแก้ไขปัญหาสังคมบ้านเมือง พวกเราจะได้ไม่หลงไปในทางอบาย อายุขัยจะได้ยืนยาวไม่ตายเร็วเหมือนผักปลา