ข่าว

'ชาญวิทย์'เย้ยศาลแค่บ้านพักคนชรา

'ชาญวิทย์'เย้ยศาลแค่บ้านพักคนชรา

14 มิ.ย. 2555

มจร.แนะนำวิถีพุทธหยุดขัดแย้ง มธ.จัดเสวนา "แบ่งอำนาจปชต. ตุลาการ-นิติบัญญัติ" อัดศาลรธน.เละ เป็นอำนาจที่ 4 แนะจับตาคำวินิจฉัยศาลฟันผิดม. 68 เจอข้อหากบฏทั้งแผง "ชาญวิทย์"เย้ยศาลแค่บ้านพักคนชรา

              14มิ.ย.2555   พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 15  สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปบรรยายพิเศษในวันคล้ายวันสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อเรื่อง "ประชาธิปไตยแนวพุทธ" พร้อมกันนี้ ได้ยังมีการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข: ปกป้อง ปฏิรูป"  โดยได้นำเสนอหลักประชาธิปไตยภายใต้กรอบอุดมการณ์ ระบบ และวิถี ปชต. โดยนำแง่มุมของพุทธทั้ง 3 ประเด็น คือ สิทธิกับหน้าที่ ความขัดแย้ง และศาสนาเพื่อความเป็นพลเมืองที่ดี ศาสนาพุทธเน้นหน้าที่มาก่อนสิทธิ ซึ่งเห็นได้จากการให้มากกว่าการเน้นที่จะรับ ดังจะเห็นได้จากแนวทางในทิศ 6  เพื่อป้องกัน Abuse of Function

              พระมหาหรรษา กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันศาสนาพุทธมองว่าความขัดแย้งเป็นที่มาของการเมืองการปกครองตามที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร และได้เน้นให้ทุกคนได้ตระหนักรู้คุณค่าของความเป็นคนดีกับการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมตามหลักของศีลห้าและหลักการในสังคหวัตถุ


มธ.จัดเสวนาอัดศาลรธน.เละเป็นอำนาจที่4 ขวางสภาแก้รธน.


              ขณะที่ห้อง 206 ชั้น 2 อาคารวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาวิชาการสาธารณะ เรื่อง "ปรีดี พนมยงค์ กับ หลักการแบ่งแยกอำนาจในระบอบประชาธิปไตย: ตุลาการ vs. นิติบัญญัติ" มีนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีต ส.ว.ตาก อดีตสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) 2540 และนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ร่วมการเสวนา โดยมีประชาชนร่วมรับฟังกว่า 70 คน

              นายโภคิน กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาบ้านเมืองมี 2 เรื่องใหญ่ 1.รัฐธรรมนูญปี 2550 พยามยามกำจัดฝ่ายประชาธิปไตย และไม่เป็นไปตามหลักยุติธรรม ถ้าแก้รัฐธรรมนูญตามประชาธิปไตยความข่มเหงจะน้อยขึ้น 2.การปรองดองผิดหลักนิติธรรม ถ้าไม่ทำให้ถูกหลักนิติธรรมบ้านเมืองจะอยู่ได้หรือไม่ ที่ผ่านมาตนเคยอภิปราย มีคนไม่ชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนนั้นบอกว่าถ้าบ้านเมืองจะสงบพ.ต.ท.ทักษิณจะต้องมาติดคุก ทั้งที่กระบวนการไม่ถูกต้อง ส่วนการลงมติรัฐธรรมนูญวาระ 3 ก็ถูกต้อง แต่กลับต้องฟังคำสั่งศาล พ.ต.ท.ทักษิณไปได้ทั่วโลกยกเว้นประเทศไทย แสดงว่าหลักนิติธรรมทั้งโลกแย่กว่าประเทศไทยใช่หรือไม่

              ส่วนเสนอของสถาบันพระปกเกล้าก็มี สิ่งใดที่ไม่ถูกก็ต้องทำให้ถูก ที่บ้านเมืองแย่ถึงแม้กฎหมายมีมาตราฐานเดียว แต่คนตีความกฎหมายมี 2-3 มาตราฐาน ทั้งนี้ ถ้าจะถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญก็ทำได้ยาก เพราะต้องส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) แล้วปปช.อยู่ทางไหน ดังนั้นกลไกถูกวางไว้หมดแล้ว เขาจึงเสียกลไกนี้ไม่ได้

              "ถ้าศาลมีมติเข้าว่าเข้ามาตรา 68 ที่หนักคือคดีอาญาจะเป็นกบฏกันหมด อัยการสูงสุดต้องดำเนินคดีทั้งที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องไปหยกๆ ก็เละอีกแล้ว วันนี้ตำราไม่อ่านแล้ว ทฤษฎีไม่อ่านแล้วมันมั่วไปหมด เรื่องนี้จึงเหนื่อยสำหรับฝ่ายบริหารแน่นอน แทนที่จะมีทางเดินให้ฝ่ายประชาธิปไตย แต่กลับถูกขีดเส้นไว้นิดเดียว"นายโภคินกล่าว

              นายพนัส กล่าวว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งจะถูกต้องตามมาตรา 68 หรือไม่ ฝ่ายที่คิดว่าทำไม่ได้ ถ้าอาศัยการตีความก็จะเถียงคำว่าและกับหรือ แต่คำที่เกี่ยวข้องจริงๆ อยู่ในสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมามีการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ซึ่งการกระทำนี้ก็เป็นการกระทำตามมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสสร. แต่มีคนเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญ 291 จะเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ก็มีการมองว่าสสร.ที่จะเกิดเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของฝ่ายที่อยากแก้รัฐธรรมนูญของพรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งบุคคลเหล่านี้ในสายตาผู้ที่ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อการพิจารณาผ่านวาระ 2 แล้ว ก่อนมีการลงมติวาระ 3 แต่มีผู้ยื่นคำร้องรวมเป็น 5 คำร้อง ศาลก็เห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นได้โดยตรง แต่ฝ่ายไม่เห็นด้วยก็บอกว่ามาตรา 68 วรรค 2 บอกไว้ว่าต้องยื่นต่ออัยการสูงสุด จะยื่นกับศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้

              นายพนัส กล่าวต่อว่า การให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก็ได้ทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนว่าหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่กรณีนี้การกระทำไม่ต้องสอบสวน เพราะชัดเจนอยู่แล้วว่ารัฐสภากำลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนในมาตรา 291 ดังนั้นการตีความกฎหมายถ้าตีความตามผู้ร้องเห็นที่ใช้สิทธิจะยื่นกับศาล หรืออัยการก็ได้ จึงเป็นความเห็นของผู้ร้องกับศาล แต่ต่อมาอัยการสูงสุดก็พิจารณาโดยมีความเห็นออกมาชี้ชัดว่าการกระทำเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของสภา แต่นัยยะที่อัยการสูงสุดวินิจฉัยตามหลักการคือการยื่นคำร้องต้องยื่นกับอัยการสูงสุด และการวินิจฉัยก็ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 68 จึงนำมาสู่ประเด็นความขัดแย้งกับการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญกับฝ่ายนิติบัญญัติ

              นายพนัส กล่าวอีกว่า ถ้าร่างแก้รัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 เสียงข้างมากก็จะให้ผ่านไป แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ก็ต้องดูว่าผูกพันรัฐสภาหรือไม่ ถ้าตามมาตรา 216 ก็ต้องเป็นการวินิจฉัยในการพิจารณาคดี แต่นี้ไม่ใช่จึงคิดว่าไม่เข้าข่ายตามมาตรา 216 จึงไม่มีผลผูกพันธุ์รัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งตนเคยให้มีการเกิดของศาลรัฐธรรมนูญด้วย อาจเป็นบาปของตนในวันนี้ เพราะขณะนั้นในปี 2540 อยากมีการปฎิรูปการเมืองไทยกับผู้ร้ายในสภา ก็อยากหามือปราบที่เป็นเปาบุ้นจิ้น เพื่อให้การเมืองสะอาด ไม่มีการโกงเลือกตั้ง ดังนั้น ในความรู้สึกหลังเหตุการณ์พัฒนา คิดว่าตนที่เราทำรัฐธรรมนูญ 2540 ให้มีการคานอำนาจ 3 ฝ่าย แต่ตอนนี้ถูกทำลายสิ้นเชิงจากศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงเป็นการสร้างระบอบใหม่อำนาจที่ 4 เพื่อควบคุมอีก 2 อำนาจ ถ้ามีช่องเมื่อไหร่ ศาลจะอ้างอำนาจทันที ซึ่งก่อนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ในสสร.ก็มีตุลาการเข้าไปจำนวนมาก จึงก็มีตุลาการเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระด้วย

              "คำสั่งศาลถือว่าผิดต่อหลักกระจายอำนาจ ถึงแม้ศาลจะบอกเป็นผู้ดูแลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ก็ไปตีความว่าเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และล้มล้างการปกครอง ผมคิดว่าที่ท่านที่ออกมาพูด เมื่อฟังเหตุผลก็มีตรรกะดี ท่านไม่ได้เสนอตัว แต่อ้างตัวเองเป็นตัวแทนอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญไม่ให้ใครรุกล้ำ แต่ถ้าเป็นเหตุผลจริงทำไมรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีหมวดแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญก็ถือว่ามิชอบ ทางสภาก็ไม่ต้องฟัง แต่สภาอาจมีความรู้สึกแหยง เพราะศาลท่านมีผลงานหลายครั้ง ทั้งพจนานุกรมปลดนายกฯ หรือเรื่องยุบพรรคก็ผิดทั้งเข่ง สิ่งนี้คือวิกฤตศาลรัฐธรรมนูญครั้งสำคัญที่สุด ถ้าตัดสินคำว่าใช้ตามผู้ร้อง สุดท้ายอะไรจะเกิดขึ้น และถ้าแก้รัฐธรรมนูญได้ก็อยากให้มีการยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญเป็นอันดับแรก"นายพนัสกล่าว

              ด้านนายพีรพันธุ์ กล่าวว่า ตนได้ไปดูคำร้องของส.ส. และส.ว. พวกตนจึงตกเป็นจำเลย ถ้ามีการตัดสินว่ามีมูลพวกตนก็เตรียมเป็นผู้ก่อการร้ายได้ ขอยืนยันไม่ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการแก้รัฐธรรมนูญแค่มาตรา 291 จึงถามว่าไปล้มล้างการปกครองตรงไหน แต่พอเอาปืนมาฉีกรัฐธรรมนูญก็พูดว่าเป็นรัฐาธิปัตย์ ก็เลยวุ่นถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม มาตรา 68 อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพของพรรคการเมือง ก็ไม่เข้าเงื่อนไขก็เหมือนอัยการสูงสุดพูด จึงถามว่ารับคำร้องได้อย่างไร แต่พอรับไปแล้วจริงๆจะไม่มีตุลาการที่ไหนออกมาพูด ซึ่งตอนนี้ศาลกำลังก้าวล้ำมาแล้ว นอกจากนี้ เมื่ิอยังไม่การลงวาระ 3 ก็จะมีคนถอดถอนพวกตน จึงเหมืิอนว่าทำก็โดน ไม่ทำก็โดน ทั้งนี้ ตนพูดหลายครั้งถ้ามีอำนาจอยากจะไปขอแก้ไขเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคนฝากแก้ไขศาลปกครองด้วย เพราะมีความรู้สึกว่าเลยขอบเขตกฎหมายแล้ว ถ้ามีการไปล้ำแดนคนอื่นจะมีปัญหาได้

              "ถ้ากฎหมายให้อำนาจแค่ไหน ก็ไว้แค่นั้นอย่าตีความกฎหมาย สิ่งที่ท่านทั้งหลายเป็นอาจารย์ตำรากฎหมายมหาชนสอนมาอย่างดี แต่พอไปนั้งตรงนู้นทำไมมันเพี้ยน ถ้าพบว่าคนทำไม่ตรงตำรา ถ้าเป็นผมไม่เชิญมาสอนแล้ว ถึงอย่างไรวันที่ 19 มิ.ย.จะปิดสภา พอถึงวันที่ 1 ส.ค.ค่อยว่ากันตอนนั้น แต่ระหว่างนี้ไม่รู้คำชี้ขาดจะออกทางไหน ผมไม่อยากเดา " นายพีรพันธุ์กล่าว

              ขณะนายชาญวิทย์ กล่าวว่า กรณีที่นายมนัสถือเป็นการทำบาปเพราะทำให้มีองค์กรอิสระ หรือสร้างบ้านพักคนชรา ถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขอไม่มีสว.แต่งตั้ง ซึ่งองค์กรอิสระบางอย่างก็น่าจะดี บางอย่างไม่ดี แต่ส่วนใหญ่ผิดหวังกับบ้านพักคนชราหลังนี้ อย่างไรก็ตาม คิดว่ากรณีนี้ถ้ามองโลกในแง่ดีจะทำให้หูตาสว่างยิ่งขึ้น กรณีคำสั่งของศาลเรื่องการเซ็นต์เอ็มโอยูเรื่องประสาทพระวิหาร ซึ้งมีการปลุกมาเพื่อล้มรัฐบาล คิดว่าต้องมองอนาคตไม่ใช่มองอดีตบิดเบี้ยว ตนก็เข้าใจนายโภคินและวิธีคิดของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในแผนปรองดอง แต่เราไม่เห็นด้วยตุลาการภิวััฒน์จะทำลายประชาธิปไตยของเรา ซึ่งคิดว่าน่าจะมีทางออก โดยมีสังคมจัดการกระบวนการเองด้วยธรรมชาติ