
'ยะไข่เดือด'ลามสู่สังคมออนไลน์
เตือนกระแสโกรธแค้นเหตุรุนแรงในรัฐยะไข่ลามสู่สังคมออนไลน์น่ากังวล กสม.ห่วงกลายเป็นสงครามเชื้อชาติ เผยพบปัญหาผู้อพยพ-ผู้ลี้ภัยไม่ได้รับการดูแล ด้าน "สุรพงษ์" จี้รัฐดูแลตามสิทธิขั้นพื้นฐาน
14มิ.ย.2555 หลังเกิดเหตุรุนแรงตอบโต้กันระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า ที่มีการเผาบ้านเรือนและการเข่นฆ่ากันตลอดหลายวันทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 คนและบาดเจ็บครึ่งร้อย ก็เริ่มมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเผยแพร่ความคิดเห็นที่รุนแรงสะท้อนถึงความเกลียดชังที่หยั่งรากลึกในพื้นที่ดังกล่าว
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าระดับความรุนแรงของถ้อยคำที่ใช้อยู่ในขั้นน่าวิตก บางคนบอกว่า เหตุรุนแรงในยะไข่ทำให้เกิดพายุความเกลียดชังในโลกออนไลน์ มีการโพสข้อความตอบโต้กันในเครือข่ายสังคมออนไลน์เช่น ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค จากกลุ่มที่มีแนวคิดรุนแรงของคู่ขัดแย้ง มีถ้อยคำมุ่งร้ายเข่นฆ่า หรือข่าวลือมากมาย และบางคนแสดงความวิตกต่ออันตรายจากข้อมูลที่มีเนื้อหาปลุกปั่นและไร้การตรวจสอบที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์
ขณะที่เจ้าหน้าที่พม่าเปิดเผยว่า สถานการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่ที่เริ่มจากการเผาบ้านเรือนของชาวพุทธเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ตามด้วยการตอบโต้ระหว่างสองฝ่าย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 คนและบาดเจ็บ 53 คนแล้ว นอกจากนี้มีรายงานว่าตลอด 6 วันที่ผ่านมามีบ้านเรือนทั้งชาวพุทธและมุสลิมถูกเผากว่า 1,600 หลัง ชนวนของความรุนแรงเกิดจากคดีข่มขืนแล้วฆ่าหญิงสาวชาวพุทธเมื่อเดือนที่แล้ว และฝูงชนชาวพุทธรุมฆ่าชาวมุสลิม 10 คนเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.เพราะเข้าใจผิดว่าพัวพันก่อคดีดังกล่าว
ล่าสุดสถานการณ์ในเมืองสิตตะเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ค่อนข้างสงบแต่ตึงเครียด และเริ่มมีการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากความวิตกเรื่องความรุนแรงทำให้ไม่มีรถบัสและเรือลำเลียงอาหารจากนครย่างกุ้งเข้าในเมืองดังกล่าว ร้านค้า ตลาด ธนาคารและโรงเรียนต่างพากันปิดตัว
นอกจากนี้กลุ่มชาวโรฮิงญาและนักสิทธิมนุษยชนในไทย แถลงข่าวที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. เรียกร้องให้ประชาคมโลกและสหประชาชาติดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันการนองเลือดที่อาจเพิ่มมากขึ้นและแสดงความชื่นชม ทั้งนี้นายวีเจย์ นัมเบีย ที่ปรึกษาพิเศษเกี่ยวกับพม่าของเลขาธิการสหประชาติกรณีพม่า ได้ลงพื้นที่ในเมืองสิตตะเวและเมืองหม่องดอว์แล้ว แต่อยากให้สหประชาชาติเร่งส่งทีมตรวจสอบข้อเท็จจริงเข้าไปในพื้นที่
นอกจากนี้นายโทมาส โอเจีย ควินตาน่า ผู้แทนพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในพม่าของสหประชาชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลพม่าแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกและกีดกันชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ที่ต้นตอของปัญหาพร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายอดกลั้น เคารพกฎหมาย และไม่ใช้ความรุนแรง
กสม.ไทยห่วงลามเป็นสงครามเชื้อชาติ-ศาสนา
ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง“ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522” นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม.ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการอพยพและผู้ลี้ภัยเกิดจากปัจจัย 2 ประการได้แก่ 1.ประเทศไทยยังยึดมั่นการเป็นรัฐชาติเดียวและรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โดยเฉพาะการยึดหลักประชาธิปไตยเหนือดินแดน ทำให้รัฐยึดหลักความมั่นคงแห่งรัฐเหนือความมั่นคงของมนุษย์
2.เราพบว่าขณะนี้ปัญหาการละเมิดสิทธิกรณีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยมีมากขึ้น เพราะการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่สามารถก่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศและรัฐได้ จำเป็นต้องยึดหลักเรื่องความเป็นธรรมของคนและสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นไทยที่เป็นประเทศไข่แดงมีประเทศติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศมีปัญหาเรื่องอพยพผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับการดูแลละถูกละเมิดอยู่ตลอดเวลา เช่นปัญหาชาวโรฮิงญาที่มีมานานตั้งแต่ก่อนตนเข้ามารับตำแหน่งกสม. โดยเราพบว่ายังไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ
ทั้งนี้รัฐบาลพม่าได้เห็นความสำคัญเรื่องหลักสิทธิมนุษยชนและเปิดประเทศมากขึ้น แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่รัฐยะไข่ เราไม่อยากให้สถานการณ์ลุกลามและเป็นสงครามของเชื้อชาติศาสนา ในฐานะกสม.มีอำนาจหน้าที่ไม่ใช่เฉพาะการตรวจสอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำมาซึ่งการแก้ไขข้อกฎหมายที่นำมาสู่การคุ้มครองสิทธิของประชาชน แม้ว่าจะไม่ใช่คนไทยก็ตาม เพื่อดูแลพี่น้องในเขตประชาคมอาเซียนร่วมกัน ถึงแม้ว่าขณะนี้ไทยยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาดูแลผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัย แต่ในรัฐธรรมนูญได้รับรองดูแลเรื่องศักดิ์ความเป็นมนุษย์ความเสมอภาคในการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าจะคนไทยหรือคนต่างชาติ การเปิดเสรีประเทศภูมิภาคอาเซียนไม่ได้เน้นเรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องนึกถึงคนด้วย ทั้งคนชายขอบ ผู้ลี้ภัยจากสงครามหรือความแตกต่างชาติ ศาสนา ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องตระหนักให้การดูแลด้านสิทธิมนุษยชน
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “หลักสิทธิในการขอลี้ภัยในกฎหมายคนเข้าเมือง” ว่า ผู้ลี้ภัยในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.บุคคลในความห่วงใยของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ และ 2.ผู้ลี้ภัยการสู้รบจากพม่า ทั้งนี้สถานะทางกฎหมายของผู้ลี้ภัยในไทยนั้นไทยไม่ได้ลงนามเป็นประเทศภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยค.ศ. 1951 หรือพิธีสารว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยค.ศ. 1967 จึงไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัยโดยตรง โดยทางกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดว่าผู้หนีภัยการสู้รบเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายภายใต้พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ในสมัยก่อนไทยเคยดูแลผู้ลี้ภัยและให้สิทธิเป็นช่วงๆ ซึ่งได้รับการจดทะเบียนมีบัตรประจำตัวและได้รับสิทธิอาศัยในประเทศไทยชั่วคราว บางกลุ่มได้รับสิทธิอาศัยถาวร บางกลุ่มสามารถแปลงสัญชาติเป็นคนไทยได้ แต่ในปัจจุบันไทยได้จัดให้กลุ่มผู้ลี้ภัยอยู่ในพื้นที่ควบคุม และไม่จัดทำเอกสารหรือให้สิทธิใดๆ ไม่มีงบประมาณดูแล และพยายามส่งกลับประเทศต้นทาง
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอรัฐบาลไทย 5 ข้อ ดังนี้ 1.รัฐต้องดูแลและให้สถานะผู้ลี้ภัย ต้องรับรองออกเอกสารยืนยันการเป็นคนให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ยังไม่ได้รับเอกสารรับรองจากรัฐให้เป็นบุคคลรับรองตามกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศและภายในประเทศระบุชัดเจนทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลักการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และกฎหมายการทะเบียนราษฎร 2.ต้องให้อิสระและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปทั้งเรื่องการเดินทาง การศึกษาและการแสดงออกทางวัฒนธรรม เนื่องจาคนเหล่านี้เป็นคนบริสุทธิ์ไม่มีความผิด ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้ที่อยู่ในการดูแลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้
3 .เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการดูแล เจ้าหน้าที่จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณ และบุคลากร ทั้งๆที่เรามีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากที่พร้อมจะเข้ามาช่วยจัดการ คนเหล่านี้ไม่ได้มีความผิดในไทยเพียงแต่รอเวลากลับไป รัฐบาลต้องดูแลและช่วยเหลือเขาระหว่างที่อยู่ในประเทศ 4.เด็กต้องได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดาและครอบครัวต้องอยู่ร่วมกัน และ 5 .หากเป็นคนไร้สัญชาติหรือไม่มีประเทศต้นทาง ก็เป็นหน้าที่ของไทยต้องดูแล เพราะว่าในหลักการคนหนึ่งคนต้องมีรัฐอย่างน้อยๆ หนึ่งรัฐเข้ามาดูแลเขา สิ่งเหล่านี้ตนไม่ได้พูดของสิทธิในการขอลี้ภัยแต่พูดถึงหน้าที่ในการดูแลผู้ลี้ภัย ทุกฝ่ายต้องยอมรับความเป็นจริงของผู้ลี้ภัย ปฏิบัติด้วยความรัก เปิดให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลและปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้



