
จากยุครัฐธรรมนูญนิยมสู่ยุคไม่นิยมรธน.
จากยุครัฐธรรมนูญนิยมสู่ยุคไม่นิยมรัฐธรรมนูญ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
บทความนี้เขียนขึ้นในคืนวันจันทร์ ดังนั้นย่อมต้องมีข้อจำกัดในการวิเคราะห์อยู่ไม่ใช่น้อย
ผมอยากจะออกตัวอีกเรื่องหนึ่งว่าผมเขียนคอลัมน์สองสามสัปดาห์นี้ในแบบแผ่นเสียงตกร่อง และก็เข้าใจว่าสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบายนั้นไม่ร่วมยุคสมัย และไม่สามารถเป็นข่าวท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้
ผมมานั่งย้อนคิดอีกที ผมรู้สึกว่าบ้านเรานั้นคงจะไม่สามารถพูดเรื่องราวที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยได้อย่างโดดๆ โดยไม่เชื่อมโยงกับเรื่องราวอีกหลายๆ อย่างได้ อย่างน้อยก็คือเรื่องของ กฎหมาย/รัฐธรรมนูญ สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเงื่อนไขพัฒนาการทางประวัติศาสตร์อันเป็นที่มาของความตึงเครียดในวันนี้
เรื่องแรกคือผมไม่อยากพูดถึง ก็คือ เรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญอะไรที่เขาถกเถียงกันตอนนี้ เพราะถ้าจะพูดกันในระดับนั้นจริงๆ ผมคิดว่าก็คงต้องกลับไปที่หลักในระดับปรัชญาการเมืองด้วย โดยเฉพาะว่าด้วยเรื่องสภาวะธรรมชาติ แล้วก็ต้องมาเถียงกันว่าเราจะมีรัฐ จะมีกฎหมาย มีอำนาจด้วยความชอบธรรม และจะยินยอมอยู่ใต้อำนาจรัฐกันอย่างไร
เรื่องนี้ไม่เหมือนเรื่องที่ออกมาบอกว่าฝ่ายของข้าพเจ้าถูกหมด เพราะสำหรับผม เรามีการเมืองเพื่อให้อยู่ด้วยกัน และเราถกเถียงทางการเมืองเพื่อที่จะอยู่ด้วยกัน
เรื่องที่สอง ต้องขอย้ำว่า ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ มากกว่าเป็นระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา นั่นก็คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ขาดความชอบธรรม และการจะกลับไปทำให้ทุกอย่างถูกต้องก็จำเป็นจะต้องจัดการกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้
แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชอบธรรม และถ้าถูกแก้ไขในสาระสำคัญก็จะนำไปสู่ความเลวร้าย/ความชั่วร้าย ที่จะตามกลับมาหลอกหลอนหมด ดังนั้นต้องยันเอาไว้ให้ได้ทุกวิถีทาง
ที่พูดแบบนี้ผมไม่ใช่สลิ่มนะครับ ท่านผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่ไม่อยากจะเห็นผมเขียนลงที่นี่มานานแล้วก็ทราบอยู่ หรืออยู่ในระดับของการกล่าวหาและป้ายสีให้ผมมาโดยตลอด ดังนั้นการพยายามแสดงทัศนะของผมจึงไม่ใช่ลักษณะของการลอยตัวเหนือความขัดแย้งอย่างแน่นอน
แต่ต้องการจะบอกว่า จะเป็นไปได้ไหมที่ทั้งสองฝ่ายต่างต้องตั้งหลักกันให้ดีว่าตอนนี้คือเวลาของการแสดงอำนาจจากจำนวน หรืออำนาจจากเครือข่าย หรือไม่? ผมไม่สนใจหรอกครับว่าเศรษฐกิจจะเสียหายหรือบ้านเมืองจะบอบช้ำหรือเปล่าเพราะบ้านเมืองเป็นของเราเท่าๆ กันทุกคน
หนึ่งในทางออกก็คือ การตั้งหลักกันว่าเมื่อจะมีการแก้รัฐธรรมนูญนั้น รัฐสภาคิดว่าควรมีเรื่องใดๆ บ้างที่ควรจะพูดกันบ้าง ควรระบุกันไปในแง่ของหลักการกว้างๆ
เรื่องนี้ไม่สายเกินไป บ้านเมืองคงมีที่มาที่ไปและน่าจะมีความพยายามที่จะแสวงหาการสื่อสารที่เข้าใจกันได้ มากกว่าพยายามใช้ภาษาและโวหารในการจัดการอีกฝ่ายหนึ่งทางการเมือง
ดังนั้น หากการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจะไปกระทบเรื่องราวเหล่านี้ ตัวผู้ที่จะแก้ก็คงจะต้องให้เหตุผลกันอีก หรือต้องตามไปถึงเรื่องของการสื่อสารกับประชาชนในการลงประชามติอยู่ดี
อย่าลืมว่าบริบทของการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้นั้นไม่เหมือน 2540 และทั้งสองกรณีก็วุ่นวายอย่างน่าสนใจ
ตอน 2540 นั้นเราแก้รัฐธรรมนูญด้วยเสียงข้างน้อยในการริเริ่มจากชนชั้นกลางและประชาสังคมที่กดดันอย่างเป็นระบบ ยืดเยื้อยาวนานนับตั้งแต่ 2535 จนกระทั่งสภาที่มาจากเสียงข้างมากต้องยอมยกอำนาจตัวเองให้คนอื่นมาแก้ และต้องยอมรับการแก้ให้ตัวเองถูกตรวจสอบและมีอำนาจลดลง
วันนี้จึงยังไม่ใช่เรื่องง่าย (ไม่ว่าใครหรือฝ่ายไหนจะอ้างชัยชนะยกไหน) ว่าเสียงข้างมากนั้นจะสามารถแก้ไขอะไรได้ และยิ่งพยายามแก้ไขตามเจตจำนงของเสียงข้างมาก... เสียงข้างน้อยที่ทรงอำนาจในแบบเครือข่ายก็จะยิ่งมองว่าการกระทำของตนนั้นสูงค่ามากขึ้น กล้าหาญมากขึ้น และถูกต้องมากขึ้น
แน่นอนครับว่าเลือกตั้งหลายครั้งฝ่ายค้านไม่ชนะ แต่ฝ่ายรัฐบาลก็ครองอำนาจแบบง่อนแง่นเช่นกัน ดังนั้นฝ่ายเสียงข้างมากย่อมจะต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวและยกระดับเรื่องของเสียงข้างมาก และการเมืองเรื่องศักดิ์ศรีมาสู่เรื่องของการเมืองของข้อตกลงที่จะอยู่ด้วยกันของทุกคนด้วยครับ



