ข่าว

 ยูเอ็น-ตร.ไทยรุกปราบ'ค้ามนุษย์'อาเซียน

ยูเอ็น-ตร.ไทยรุกปราบ'ค้ามนุษย์'อาเซียน

14 มิ.ย. 2555

ยูเอ็น-ตร.ไทย..รุกฆาตปราบ 'ค้ามนุษย์'อาเซียน

              สำนักงานปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC (United Nations Office On Drugs And Crime) กำลังเปิดแนวรบกับเครือข่ายการค้ามนุษย์ที่สร้างปัญหาอยู่ในภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะแถบ "ลุ่มน้ำโขง" ขณะนี้ มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศเกี่ยวกับเด็ก เพื่อลดระดับความรุนแรงก่อนปี 2558 ที่ประชาคมอาเซียนจะมีผลใช้บังคับ โดยสนับสนุนทฤษฎี "ตำรวจผู้รับใช้ชุมชน" (Community Policing) ที่บช.ก.นำมาใช้ควบคุมอาชญากรรมและประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ
 
               ขบวนการค้ามนุษย์โดยเฉพาะบริเวณ "ลุ่มน้ำโขง" และใกล้เคียงถือเป็นหนามยอกอกเจ้าหน้าที่ตำรวจในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ซึ่งมีปัญหาคล้ายกันคือ การบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เป็นเอกภาพ ยังมีขนคนข้ามไปมาตามพรมแดนโดยมีกลุ่มแก๊งนำพาทั้งการค้าประเวณีและใช้แรงงาน
 
               สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีแนวโน้มลดลงแต่อย่างใด สหประชาชาติเชื่อว่าเมื่อเกิดประชาคมอาเซียนขึ้น ปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงและสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง เมื่อธุรกิจการค้า วัฒนธรรม เชื่อมโยงกันได้ แก๊งอาชญากรข้ามชาติก็จะสร้างเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันได้ด้วยเช่นกัน
 
               เว็บไซต์ humantrafficking ได้จัดให้ประเทศ "สิงคโปร์" เป็นหนึ่งในเป้าหมายของกลุ่มลักลอบค้ามนุษย์ โดยหลอกหญิงสาวและเด็กจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ จีน และอินโดนีเซีย เพื่อขายบริการทางเพศและใช้เป็นแรงงาน ขณะเดียวกันสิงคโปร์ก็ยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์โดยตรง ทั้งนี้ สหรัฐได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าแรงงานในสิงคโปร์ว่า รัฐบาลควรยกร่างแก้ไขกฎหมายอาญาให้ถือว่าผู้ที่ทำการค้าผู้เยาว์ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เป็น "อาชญากร" และลงโทษผู้ใช้บริการทางเพศกับผู้เยาว์ไม่ว่าจะเป็นคนสิงคโปร์หรือชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจ 
 
               ขณะที่สถานการณ์ในประเทศ "เวียดนาม" ซึ่งเป็นทั้งแหล่งนำเข้าและส่งออกแรงงานผิดกฎหมายชาย หญิงและเด็ก ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ มีการบังคับใช้แรงงานและค้าบริการทางเพศ กระจายอยู่เกือบทั่วโลก ไม่ว่า ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ ลาว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น จีน ซาอุดีอาระเบีย ลิเบีย อินโดนีเซีย ไทย สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐเช็ก ไซปรัส สวีเดน ตรินิแดดและโตเบโก คอสตาริกา รัสเซีย และประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง โดยแก๊งค้ามนุษย์จะใช้วิธีล่อลวงทั้งการปล่อยเงินกู้และส่งแรงงานไปต่างประเทศเพื่อทำงานใช้หนี้
 
               จากตัวเลขในปี 2553 ระบุว่าแรงงานเวียดนามที่ออกไปทำงานต่างประเทศมีมากถึง 5 แสนคน ส่วนใหญ่ส่งผ่านบริษัทเอกชนที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยทำสัญญาจ้างในภาษาที่เหยื่อไม่เข้าใจ พร้อมคิดค่าบริการเกินกว่ากฎหมายกำหนด บางรายถูกเรียกเงินถึง 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ทำให้แรงงานชาวเวียดนามเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีหนี้สินสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน
 
               มีผู้หญิงและเด็กเวียดนามถูกบังคับขายบริการทางเพศ โดยการล่อลวงจากแก๊งค้ากามตามแนวชายแดนกัมพูชา จีน และลาว ก่อนถูกส่งต่อไปยังประเทศที่สามทั้ง ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และในแถบยุโรป สำหรับเด็กชาวเวียดนามยังถูกล่อลวงมาขายบริการทางเพศในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงฮานอย โฮจิมินห์ ซิตี้ และพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เช่น บินห์ เดือง อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กส่วนหนึ่งสมัครใจทำงานเพื่อช่วยทางบ้านโดยมีความต้องการจากผู้ใช้บริการที่ชอบเปิดบริสุทธิ์เด็กๆ เพิ่มมากขึ้น
  
               นอกจากนี้รัฐบาลเวียดนามยังสร้างความร่วมมือกับหลายประเทศ ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทั้ง จีน ลาว กัมพูชา และไทย แต่รัฐบาลเวียดนามก็ยังไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจเท่าที่ควร
 
               สำหรับประเทศ "ลุ่มน้ำโขง" อย่าง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แหล่งส่งออกแรงงานผิดกฎหมายแต่กลับมีลักษณะพิเศษคือ การออกไปขายแรงงานของเด็กและสตรีส่วนใหญ่เกิดจากการชักชวนของคนในท้องถิ่นกันเองโดยใช้ทางผ่านประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีกลุ่มอาชญากรรมอยู่เบื้องหลัง
 
               แรงงานชาย หญิง และเด็ก มักถูกชักชวนให้ข้ามแดนมาทำงานในไทย ผู้ชายจะถูกหลอกมาทำงานในโรงงานและธุรกิจประมง ส่วนผู้หญิงจะถูกบังคับหรือล่อลวงให้แต่งงานกับชาวจีนเพื่อนำไปใช้แรงงานยังต่างประเทศ 
 
               รัฐบาลไทยประเมินว่ามีชาวลาวประมาณ 1.8 แสนคนเข้ามาทำงานโดยไม่มีเอกสารถูกต้อง ขณะเดียวกัน องค์กรเวิลด์ วิชั่น ลาว ประเมินว่า 44 เปอร์เซ็นต์ ของครอบครัวชาวลาวไม่ทราบว่าลูกหลานไปทำงานที่ใด ส่วนกลุ่มที่เดินทางกลับบ้านเกิดได้กว่าครึ่งจะผ่านประสบการณ์การทำงานแบบถูกบังคับ กดขี่ และ 13 เปอร์เซ็นต์ ให้ข้อมูลว่าเคยถูกข่มขืน
 
               ส่วนปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศมาเลเซียก็รุนแรงไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการลักลอบนำเข้าแรงงานและเหยื่อทางเพศ ขณะที่ชาวมาเลเซียน้อยมากที่ถูกล่อลวงไปทำงานยังต่างประเทศ มีเพียงบางส่วนที่ถูกขายต่อไปยังสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น เพื่อนำไปบริการทางเพศ มีหญิงสาวบางส่วนที่ถูกหลอกเข้าสู่ธุรกิจทางเพศในประเทศตัวเอง
 
               สหรัฐได้ขึ้นบัญชีเฝ้าจับตามองเป็นพิเศษในปี 2554 ซึ่งถือเป็นปีที่สองติดต่อกัน เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียไม่ได้ดำเนินการตามมาตรฐานขั้นต่ำของพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันการค้ามนุษย์
 
               นายแกรี่ เลวิส ผู้แทนระดับภูมิภาคสำนักปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรม แห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับบช.ก.ครั้งนี้ ถือเป็นการปราบปรามอาชญากรรมในระดับภูมิภาค โดยมีเป้าหมายจัดการกับผู้ล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กที่เกิดขึ้นจากฝีมือของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในแง่ของการล่วงละเมิดทางเพศเด็กนั้นถือเป็นปัญหาของโลก เพราะผู้ที่ก่อคดีใช้วิธีการเดินทางไปหาเหยื่อในประเทศต่างๆ โดยใช้การท่องเที่ยวบังหน้า ทำให้ยากต่อการติดตามตัวเพราะอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
               “บ่อยครั้งที่อาชญากรรมประเภทนี้ระบุตัวคนผิดยาก ในที่สุดก็ไม่ถูกดำเนินคดี ผมเชื่อว่าทุกคนอยากให้คดีลักษณะนี้ยุติ จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค” นายแกรี่กล่าว
 
               ส่วนวิธีการที่จะปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเด็ก ต้องมีการจัดตั้งโครงการที่เรียกว่า “Project Childhood” ที่ปฏิบัติงานอยู่ในภูมิภาคนี้ โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากประเทศออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มศักยภาพต่างๆ ในการระบุตัวผู้กระทำความผิด และนำผู้ต้องหาขึ้นสู่ศาล นอกจากนี้ยังร่วมมือกับองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรด้วย โดยจะเริ่มต้นด้วยการให้ความรู้ทางวิชาการและด้านกฎหมายกับตำรวจไทย โดยได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้จากตำรวจสากลที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฝรั่งเศส นอกจากนี้องค์กรเอกชนที่ชื่อว่า World Vision ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ก็จะให้ความร่วมมือในโครงการที่ทำกับ บช.ก. ด้วย
 
               "ยูเอ็นได้ติดตามการทำงานของ บช.ก. แล้วเห็นว่ามีความก้าวหน้าด้านการทำโครงการตำรวจผู้รับใช้ชุมชน จึงมีความคิดที่จะส่งเสริมให้เดินหน้าต่อ โดยจะสนับสนุนให้ทำทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา และเชียงใหม่" นายแกรี่กล่าว
 
               สถานการณ์ของไทยขณะนี้เต็มไปด้วยปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวคิดเก่าๆ ไม่สามารถที่จะนำไปแก้ปัญหาได้นั้น พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. มองว่า จำต้องหาเทคนิคและวิธีการใหม่ๆ เข้ามาเสริม โดยเฉพาะการป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ เรามีข้อวิจัยว่าเด็กที่ถูกปล่อยปละละเลยจากครอบครัว และถูกทำร้าย จะมีความเสี่ยงมากถึง 33 เปอร์เซ็นต์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาอาชญากรรม เราจึงต้องมองอนาคตเพื่อที่จะลดอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้น
 
               “ที่ผ่านมา เราพัฒนาตำรวจมาโดยตลอด ทั้งส่งไปศึกษางานที่อังกฤษ แคนาดา และกำลังจะไปออสเตรเลีย เพื่อการสืบสวนที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ยูเอ็นเป็นส่วนหนึ่งที่เราทำร่วมกับหน่วยงานต่างๆ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นสากลมากขึ้น” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กล่าว
 
               สำหรับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมโดยใช้ทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชน หรือ Community Policing นั้น พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ กล่าวว่า ในต่างประเทศมีการใช้แล้วประสบความสำเร็จในหลายประเทศ อย่าง แอฟริกาก็นำไปใช้ ในอูกันดานำไปใช้แก้ปัญหาการละเมิดทางเพศต่อเด็ก หรืออย่างเคนยา ก็นำทฤษฎีนี้ไปใช้ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี(HIV) อย่างได้ผล ขณะนี้ ได้พยายามเผยแพร่ทฤษฎีนี้โดยนำไปปฏิบัติในหลายๆ พื้นที่ เบื้องต้นเชื่อว่าจะทำให้สังคมไทยดีขึ้นด้วยความร่วมมือจากชาวบ้านตามการดำเนินการของทฤษฎีดังกล่าว


...........

(หมายเหตุ : ยูเอ็น-ตร.ไทย..รุกฆาตปราบ 'ค้ามนุษย์'อาเซียน)