ข่าว

ปรับโครงสร้างภาษี ผ่าทางตันการคลังไทย 2

ปรับโครงสร้างภาษี ผ่าทางตันการคลังไทย 2

14 มิ.ย. 2555

ปรับโครงสร้างภาษี ผ่าทางตันการคลังไทย 2 : ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย กับการท่องเที่ยวไทย : คอลัมน์ปิดประเด็น : โดย...ดร. นิตินัย ศิริสมรรถการ [email protected]

                ครั้งก่อนผมได้ติดท่านผู้อ่านเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีไว้ วันนี้ก่อนจะมาต่อกัน ผมขอเท้าความเรื่องโครงสร้างภาษีไทยสักเล็กน้อยพอให้เห็นภาพนะครับ

                รายได้รัฐบาลปีๆ หนึ่งราว 90% มาจากภาษี จัดเก็บจาก 3 กรมหลักคือ 1.กรมสรรพากร (75.1%)  2.กรมสรรพสามิต (19.8%) และ 3.กรมศุลกากร (5.1%) โดยรายได้จากกรมศุลกากรมีบทบาทน้อยลงอย่างต่อเนื่องจากการเปิดเสรีการค้าครับ ส่วนกรมสรรพากรภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็เก็บอยู่บนฐานคนแค่ไม่ถึง 6 แสนคน แต่เก็บภาษีได้ถึงราว 85% ในขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลก็มีเพียง 2,322 ราย (0.7% ของผู้เสียภาษีทั้งหมด) ที่จ่ายภาษีถึง 99.3% ของเงินภาษีที่เก็บได้ทั้งหมด ภาษีมูลค่าเพิ่มแม้ฐานภาษีจะใหญ่ แต่รายได้ภาษีก็ลมเพลมพัดไปตามภาวะเศรษฐกิจครับ

                ส่วนภาษีสรรพสามิตยิ่งไปกันใหญ่ครับ เป็นภาษีที่เก็บอยู่บนสินค้าหรือบริการบางอย่างเป็นการเฉพาะ ก็พยายามจะคิดกันว่าจะเก็บภาษีอะไรเพิ่มดี... โถ ไม่ต้องคิดหรอกครับ เกือบ 400 ปีมาแล้ว ถึงตอนนี้คิดกันมาได้แค่ 21 สินค้า... ตัวเจ๋งๆ จริงๆ มีแค่ 5 ตัวได้แก่ น้ำมัน รถ ยาสูบ สุรา และเบียร์ แต่เก็บเงินได้ตั้ง 94.6% ของภาษีสรรพสามิตทั้งหมด... คำถามจึงมีค้างไว้ในครั้งก่อนว่า... แล้วอย่างนี้เราจะหาเงินมาพัฒนาประเทศกันได้อย่างไร

               จริงๆ แล้ว ตอนที่จะพัฒนาประเทศนี่ น่าจะเริ่มคิดว่า เราจะทำอะไรดี แล้วคิดต่อว่า เพื่อให้ไปถึงจุดหมายนั้น ควรใช้วิธีหรือเครื่องมือไหนถึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ควรเริ่มต้นที่ว่า เราจะเก็บภาษีอะไรดีให้รัฐได้เงินเยอะๆ แล้วจะเอาไปพัฒนาอะไรค่อยว่ากัน... จุดแข็งของบ้านเราจุดหนึ่งคือการท่องเที่ยวครับ หลายประเทศในโลกที่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวเขามองว่า ทำอย่างไรเขาถึงจะแหล่งช็อปปิ้งของโลก ในขณะที่เรามองว่า ทำอย่างไร เราถึงจะเก็บภาษีบนสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มได้อีก คิดกันมาเกือบ 400 ปีแล้วครับ ตอนนี้รัฐบาลเก็บภาษีบนสินค้าฟุ่มเฟือย 8 รายการ ได้เงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 หรือคิดเป็น 0.8% ของรายได้สุทธิของรัฐทั้งหมด... ผมว่าเราคงต้องลองเปลี่ยนมุมความคิดกันบ้างแล้วกระมังครับ

               ท่องเที่ยวเราแข็งครับ เว็บไซต์ท่องเที่ยวชั้นนำ เขารวบรวมมาแล้วพบว่า ของไทยเรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่กล่าวถึงกันในตลาดโลก 104 แห่ง โดยทะเลและชายหาดไทยได้รับการกล่าวขานมากที่สุดถึง 17 แห่ง... และนอกจากธรรมชาติที่สวยงามแล้ว แหล่งช็อปปิ้งของไทยก็ยังได้รับการกล่าวขวัญถึง 9 แห่ง เป็นรองก็แต่ประเทศจีน

                ที่ผ่านมาเราทำได้ดีครับ หาดเราสวย ฝรั่งยอมจ่ายแพง... จากการศึกษาข้อมูลราคาโรงแรมกลุ่มเชอราตัน กับแชงกรี-ลา พบว่าเขายอมจ่ายโรงแรมที่ภูเก็ตเฉลี่ย 570 ดอลลาร์ต่อคืน ขณะที่ที่บาหลีคู่แข่งเราเขายอมจ่ายเพียง 300 ดอลลาร์ต่อคืน หรือเรียกได้ว่าเรามีพรีเมียมเหนือบาหลีถึง 90% ซึ่งไม่ใช่หาดสวยอย่างเดียวครับ ราคาโรงแรมในกรุงเทพฯ ก็มีพรีเมียม หรือแพงกว่าที่กัวลาลัมเปอร์และจาการ์ตาถึง 25% เหมือนกัน

               แต่เมื่อเอาราคาที่พักออกจากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวแล้วพบว่า คนที่ไปเที่ยวอินโดนีเซียเขาใช้จ่ายเงินมากกว่ามาเที่ยวไทยกว่า 50% ในขณะที่คนที่ไปเที่ยวมาเลเซียเขาใช้จ่าย เงินมากกว่ามาเที่ยวไทยกว่า 20% แปลกไหมครับ นักท่องเที่ยวต่างชาติเขายอมมานอนชายหาดที่โรงแรมแพงๆ ไม่ว่า แต่กลับไม่ยอมใช้จ่ายเงิน ทั้งๆ ที่แหล่งช็อปปิ้งเราเป็นที่กล่าวขวัญถึงตั้ง 9 แห่ง

             ก็จะให้เขามาซื้ออะไรล่ะครับ นอกจากของเล็กๆ น้อยๆ ที่จตุจักร หรือเสื้อผ้าที่ประตูน้ำ มันจะสักกี่ตังค์กันครับ... เขาเลยกล่าวขวัญถึงครับว่ามันถูกดี ...ไม่เหมือนประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย ถ้าผมจะเดินทางไปก็มีคนฝากซื้อไม่วิตามิน Blackmore ก็ครีม David Jones

             ผมว่ามันน่าจะถึงเวลาแล้วครับที่เราควรต้องทำสินค้ายี่ห้อดังๆ ของประเทศ (National Brand) โดยรัฐบาลอาจจำเป็นต้องพิจารณา การปรับโครงสร้างภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยที่ในปัจจุบันก็เก็บไม่ได้มากอะไรเท่าไหร่ลงก่อนครับ


....................................
(ปรับโครงสร้างภาษี ผ่าทางตันการคลังไทย 2 : ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย กับการท่องเที่ยวไทย : คอลัมน์ปิดประเด็น : โดย...ดร. นิตินัย ศิริสมรรถการ [email protected])