
รถ'มาร์ค'หลบ'เบนซ์'เบียดขอบยางแตก
รถแลนด์โรเวอร์ อภิสิทธิ์ หักหลบ "เบนซ์" เบียดขอบทางชั้นลอยรัฐสภายางแตก "มาร์ค" ขอบคุณ ส.ว.ไม่ลงเดินหน้ามติวาระ 3 แก้รธน. ระบุประเทศโชคดีไม่ต้องมีการเผชิญหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 12 มิ.ย.2555 หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านเสร็จภารกิจในการมอบถุงยังชีพให้กับบรรดาส.ส.ไปช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ที่บริเวณที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ได้เดินทางต่อมายังอาคารรัฐสภา เพื่อร่วมประชุมร่วมรัฐสภา
ทันที่ที่เดินทางมาถึงทางขึ้นอาคารรัฐสภาชั้น 2 ปรากฏว่ารถที่นายอภิสิทธิ์นั่งมา คนขับรถได้หลบรถเบนซ์ที่หยุดกะทันหันเพื่อส่งส.ส.ทำให้คนขับต้องหักหลบกระทันเช่นกัน ทำให้ต้องขับเบียดขอบทางที่เป็นหินขัด เป็นเหตุยางรถยนต์ล้อหลังขวาแตกเป็นรูโหว่ แต่ก็ยังสามารถขับไปจอดให้นายอภิสิทธิ์ ลงได้ที่บริเวณชั้นลอยอาคาร 1 โดยระหว่างนั้นนายอภิสิทธิ์ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ภายในรถว่าเป็นอะไรหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ไม่เป็นอะไร
ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวอยู่บริเวณชั้นลอยของอาคารรัฐสภา ได้พากันสอบถามนายอภิสิทธิ์ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับรถยนต์ที่นายอภิสิทธิ์ใช้เดินทางในครั้งนี้เป็นรถแลนด์โรเวอร์กันกระสุน หมายเลขทะเบียน ฌอ.5999 เป็นรถยนต์ที่ทางศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ จัดมาให้นายอภิสิทธิ์ใช้ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และต่อมาจนเป็นผู้นำฝ่ายค้านและหลังจากที่นายอภิสิทธิ์เดินทางเข้าสภาฯ แล้วทางคนขับรถจึงได้จัดการนำล้อรถที่เป็นปัญหาส่งไปยังศูนย์ซ่อมต่อไป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้คืน รถแลนด์โรเวอร์ กันกระสุน หมายเลขทะเบียน ฌอ.5999 ที่ยางแตกที่ได้รับมาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่า “ทางเราได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างถูกต้อง”
"มาร์ค"ขอบคุณส.ว.ไม่ลงมติเดินหน้าวาระ3แก้รธน.
เมื่อเวลา16.15 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงมติของที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีมติไม่นำเรื่องอื่นนอกจากวาระที่บรรจุแล้วเข้าพิจารณาว่า เป็นเรืองที่ดี ที่สภาไม่ได้มีการพิจารณาญัตติที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างองค์กร พวกเราพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่และพยายามชี้ให้เห็นว่าความจริงไม่ใช่อำนาจของสภาฯ แต่ต้องขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก ที่ไม่ยอมร่วมกับการที่จะพยายามให้มีการพิจารณาญัตติทำนองนี้ ถือว่าเป็นโชคดี ไม่เช่นนั้นการเผชิญหน้า ก็จะรุนแรงขึ้น
และคิดว่าเวลานี้เรื่องรัฐบาลถือว่าพักไว้ ประธานเองก็ใช้ดุลพินิจ อย่างที่ออกมาและตนก็เห็นด้วย สนับสนุนให้ทำเช่นนั้น และถ้ายังยืนแนวทางนี้ และรวมทั้งเรื่องกฎหมาย 4 ฉบับ ที่จะมีการพิจารณาในวันที่ 13 และ 14 มิ.ย.และมีการปิดสภาในวันที่ 19 มิ.ย. ก็ช่วยทำให้ความร้อนแรงรุนแรงในการเผชิญหน้าลดลงไป ขั้นตอนไปก็จะอยู่ที่หลายฝ่ายต้องช่วยกันคิดระหว่างช่วงนี้ไปถึง เดือนส.ค. ว่าจะหาทางออกกันอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ความร่วมมือกับศาลที่จะต้องมีการไต่สวน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะต้องทำอย่างไรนายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ก็ต้องทำอยู่แล้ว อย่างครม.หรือคนที่เกี่ยวข้องต้องไปชี้แจง คงไม่น่ามีปัญหา แต่ที่ผ่านมามีความพยายาม ที่จะให้สภาเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งกับศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นการก้าวก่ายกันและเป็นเงื่อนไขในการปลุกระดม เพื่อที่จะลดอำนาจของตุลาการและศาล ส่วนในเรื่องการกดดันศาลนั้นในระกว่างรอการชี้แจงนั้น พรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาลก็จะใช้การกดดันด้วยรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่สมควรและคิดว่าเรื่องนี้ขอให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาที่สุด ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะหวั่นไหวหรือไม่นั้นตนมองว่า ปัญหายังไม่หมดไปจนกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เลิกคิดที่จะเอาชนะระบบกฎหมายได้ ถ้ายอมรับคำตัดสินของศาลและมาช่วยกันคิดหาแนวทางสร้างความปรองดอง จะผ่านหลักการพูดคุย การให้อภัย มาว่ากันทีหลังได้ ข้อเท็จจริงและคำตัดสินของศาลต้องยอมรับก่อน แต่ปัญหาจะไม่จบถ้ายังจะเอาชนะตรงนี้เพราะมีผลประโยชน์ของตัวเองในเรื่องของทรัพย์สิน
เมื่อถามว่า ยังมีการพูดถึงเรื่องของอำมาตย์ในที่ประชุมของพรรคเพื่อไทยอยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นความพยายามในการปลุกระดม คิดว่าขณะนี้หลายเรืองก็ไม่สามารถตอบคำถามคนเสื้อแดงได้ ก็ต้องหาเงื่อนไขในการปบลุกระดม เพื่อที่จะให้มวลชนมีความเป็นหนึ่งเดียวและไปสู้ในประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อพรรคเพื่อไทย อยากให้คนเสื้อแดงได้ติดตามข้อเท็จจริงทั้งหมดและเปิดใจให้กว้าง และลองพิจารณาดูว่าที่สุดคนเสื้อแดง ที่เข้ามาต่อสู้ทางการเมืองด้วยเหตุผลความไม่เป็นธรรมในสังคม เรื่องประชาธิปไตย จะได้มองเห็นว่าสุดท้ายนักการเมืองกลุ่มไหนที่กำลังทำลายประชาธิปไตยและโอกาสของคนไทย
ส่วนที่ประธานสภาขอให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว นั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันที่ 12 มิ.ย. พอประธาน ได้ดุลพินิจ ตนก็ลุกขึ้นแสดงความขอบคุณ ตนและประธานวิป ก็ยืนยันว่าการพิจารณาไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือเรื่องกฎหมายฟอกเงินเราก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ส่วนการถอยคนละก้าวของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือสิ่งที่เสนอไป ว่าอย่าพิจารณาเรื่องเหล่านี้และปิดประชุมสภาฯก็ได้รับการตอบสนอง และต้องขอบคุณประชาชนที่แสดงออกว่า เรื่องที่จะเป็นอันตรายกับชาติบ้านเมืองก็ไม่ยอมรับ
“จุดยืนที่ประธานสภา พูดในเรื่องการไม่ลงมติ ก็เป็นจุดยืนที่ผมคิดว่าได้ช่วยลดปัญหาลงไปได้ทราบแล้วว่าอาจจะมีปัญหาในพรรคของท่านอันนี้ ก็ถือว่าท่านยืนในสถานะประธานที่ไม่สังกัดพรรคในแง่การปฏิบัติหน้าที่” นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามว่า การโจมตีศาลที่เคยเกิดขึ้นควรยุติลงหรือไม่นั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าส.ส.ได้มีโอกาสแสดงเต็มวันไปแล้วรวมวันนี้อีกครึ่งวันก็น่าจะเพียงพอ มีความเห็นได้ แต่อย่าลากให้เกิดความขัดแย้งขึ้น ลากสถาบันเข้าไป แล้วลากมวลชนเข้าไปสู่ความขัดแย้ง ส่วนเวทีเสวนา ของพรรคจะมีต่อไปหรือไม่ ทางพรรคคงต้องมีการหารือกันอีกที่ในเรื่องการทำงาน และการเคลื่อนไหวของพรรค เรื่องการลงพื้นที่ก็จะเน้นไปในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดทำพิมพ์เขียว วางฐานรากของประเทศในระยะยาว
“เทพไท”จวก“โอ๊ค”ละอ่อนการเมืองโพสต์เฟสบุ๊คไม่รู้จักกาละเทศะ
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณโพสต์เฟสบุ๊คจัดประเภทให้ตนและนายอภิสิทธิ์เป็น ส.ส.ประเภทเดียวกัน เพราะพาดพิงไปยังบุพการีคือพ.ต.ท.ทักษิณว่า ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเพราะนายพานทองแท้ไม่ใช่นักการเมือง เป็นเพียงละอ่อนที่ต้องการมีบทบาททางการเมือง และลามปามมาถึงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงและเตือนสติเท่านั้น การมาจัดประเภทนักการเมืองน้ำเน่าหรือน้ำดี ต้องให้กลับไปดูนักการเมืองในพรรคของพ่อตัวเองว่าเป็นนักการเมืองอย่างไร โดยเฉพาะการทำพรรคการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณเริ่มต้นมาจากการกวาดต้อน ซื้อตัวส.ส.มาสังกัดพรรคในยุคที่ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยใหม่ๆ อย่างนั้นเรียกว่าเป็นการเล่นการเมืองน้ำเน่าหรือไม่ เพราะเป็นการตกปลาในอ่างคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
นายเทพไท กล่าวต่อว่า ตนและนายอภิสิทธิ์จะเป็นนักการเมืองประเภทใดก็ตาม แต่ก็เป็นนักการเมืองที่รับใช้ประชาชน ไม่ได้รับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่นิยมเผาบ้านเผาเมืองตามคำยุยงของพ.ต.ท.ทักษิณอย่างแน่นอน การพูดถึงพ.ต.ท.ทักษิณบ่อยครั้งก็ไม่ได้ก้าวล่วงไปยังนายพานทองแม้แต่อย่างใด ทั้งนี้ ต้องตระหนักว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนักการเมืองที่เป็นพิษภัยต่อประเทศชาติ และเป็นบุคคลอันตราย เป็นนักโทษหนีคดีที่กระบวนการยุติธรรมจะต้องนำตัวมาลงโทษ อย่างไรก็ตาม ย่อมเข้าใจหัวอกของนายพานทองแท้เป็นอย่างดีว่ามีความรักและอยากปกป้องผู้เป็นบิดา แต่ควรจะคำนึงถึงความถูกต้องและความชอบธรรม ต้องแยกให้ออกระหว่างความรักที่มีต่อพ่อ กับความรักที่มีต่อประเทศชาติบ้านเมือง
“การพูดถึงพ.ต.ท.ทักษิณไม่อยากให้พูดว่าเป็นการก้าวล่วงบุพการี แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะนักการเมืองคนหนึ่งที่เป็นบุคคลสาธารณะ ถ้านายพานทองแท้ไม่ต้องการให้ใครพาดพิงบุพการีของตัวเอง ก็ไม่ควรที่จะใช้เฟสบุ๊คออกมาเหน็บแนมพาดพิงให้คนอื่นเสียหายได้ ซึ่งจะต้องตระหนักว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร ไม่ควรที่จะก้าวล่วงในลัษณะไม่รู้จักกาลเทศะอย่างนี้” นายเทพไทกล่าว



