
'เพรียวพันธุ์'ถกคลี่ปมโกงสอบตร.
'ผบ.ตร.'ประชุมคลี่ปมทุจริตสอบตำรวจ ลั่นรู้ตัวผู้กระทำผิดแล้วเป็นขบวนการใหญ่หน้าราม เตือนหยุดทำและจะรวบรวมหลักฐานสาวให้ถึงขบวนการใหญ่ พร้อมยกเลิกสอบประทวนหลังพบหลักฐานเชื่อมีการทุจริต ตั้งคณะกรรมการ 4 ชุดมาตรวจสอบ ยังไม่สรุปสอบใหม่วันไหน
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 12 มิ.ย. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร.เป็นประธานการประชุมแนวทางการสืบสวนการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลภายนอกที่จบวุฒิ ม.6 หรือเทียบเท่าเข้าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วย ผบ.ตร.พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก ผบช.ศ.และตัวแทนจาก บช.ภ.2 , 3 , 5 , 6 เข้าร่วมประชุมด้วย
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมเพื่อสรุปการสืบสวนการทุจริตการสอบ ซึ่งเบื้องต้นได้รับฟังข้อมูลจาก ผบช.ภ.3 ที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย พร้อมเครื่องส่งสัญญาณ โดยเชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้ทำเป็นเครือข่ายขบวนการที่ใหญ่โต และขณะนี้ทางตำรวจรู้ตัวผู้อยู่เบื้องหลังหมดแล้ว ที่เชื่อว่าเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด โดยส่วนหนึ่งเป็นขบวนการหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องที่สามารถจับกุมตัวได้แล้ว อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า ข้อสอบไม่ได้รั่วออกไปอย่างแน่นอน แต่ขบวนการนี้มีลักษณะการก่อเหตุแบบส่งคนเข้าไปสอบ ก่อนส่งสัญญาณออกมานอกห้อง เพื่อให้กลุ่มขบวนการด้านนอกยิงสัญญาณเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่ทราบตัวบุคคลที่รับหน้าที่เข้าไปส่งสัญญาณในห้องสอบ
“ขณะนี้ตำรวจรู้ขั้นตอนการทำงานของกลุ่มทุจริตนี้แล้ว จึงขอเตือนว่าเรารู้ว่าคุณทำมาหลายครั้ง ไม่ใช่เฉพาะการสอบตำรวจเท่านั้น พวกคุณร่ำรวยมากแล้วมีเงินเป็นร้อยล้าน ฉะนั้นอย่าทำอีก โดยครั้งนี้เราไม่ปล่อยให้กระทำผิดซ้ำอีกและเราจะรวบรวมหลักฐานเพื่อจะสาวถึงตัวขบวนการใหญ่มาดำเนินคดีอย่างแน่นอน” ผบ.ตร.กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.จักรทิพย์ โหละสุตสกุล รอง ผบช.ภ.3 กล่าวว่า ขั้นตอนการทุจริตการสอบครั้งนี้ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา พบว่าจะมีการนัดแนะกับกลุ่มผู้ปกครอง โดยนำรถตู้ 3 คันไปรับผู้เข้าสอบ 30 คน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.เพื่อไปเข้าอบรมทำการเรียนรู้การใช้เครื่องสั่นที่โรงแรมวีวัน จ.นครราชสีมา ที่มีการจองห้องพักจำนวน 20 ห้อง และในช่วงเช้าวันที่ 10 มิ.ย.ที่เป็นวันสอบ จะมีการอบรมวิธีการซ่อนเครื่องรับสัญญาณว่า ควรจะแอบซ่อนไว้ตรงส่วนไหน รวมถึงบอกขั้นตอนว่าก่อนการสอบจะมีการส่งสัญญาณในลักษณะใด ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า หลังจากเข้าห้องสอบประมาณ 1.30 ชั่วโมง จะมีการส่งสัญญาณให้เตรียมตัวเป็นจังหวะสั่นยาวๆ 2 ครั้ง ก่อนจะมีการส่งสัญญาณสั่นมาทีละข้อ ติดต่อกันจำนวน 120 ข้อ ซึ่งข้อ ก.สั่น 1 ครั้ง , ข.สั่น 2 ครั้ง , ค.สั่น 3 ครั้ง , ง.สั่น 4 ครั้ง เมื่อจบรอบแรกแล้ว จะมีการทวนคำตอบทั้งหมดอีก 1 รอบ
“ทั้งนี้ก่อนเข้าห้องสอบ เราสามารถจับกุมได้ 7 คน ซึ่งตรงนี้แสดงว่ามีผู้หลงเหลือเข้าห้องสอบอีกประมาณ 23 คน แต่หลังสอบเสร็จเราสามารถจับกุมได้เพิ่ม 20 กว่าคน ซึ่งส่วนใหญ่ให้การทำนองเดียวกันว่ามาจาก จ.ศรีษะเกษ ฉะนั้นจึงเชื่อว่าเป็นขบวนการเดียวกันทั้งหมด จากนั้นตำรวจได้ขยายผลติดตามรถตู้ไปยังโรงแรมวีวัน ก่อนจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มได้อีก 3 คน ประกอบด้วย นางเตือนใจ พงษ์พันธ์ อายุ 45 เป็นครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ศรีษะเกษ และมีสามีเป็นนายดาบตำรวจที่ สภ.ศรีษะเกษ นายธนกร วิเศษ อายุ 36 ปี และนางศตพร วิเศษ อายุ 37 ปี เป็นครูเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ศรีษะเกษ ภรรยาของนายธนกร พร้อมของกลางเป็นเสื้อเชิ๊ตที่ติดเครื่องรับสัญญาณ” รอง ผบช.ภ.3 กล่าว
สตช.ยกเลิกสอบประทวนหลังพบหลักฐานเชื่อมีการทุจริต
พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวภายหลังการประชุมแนวทางการสืบสวนการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลภายนอกที่ จบวุฒิ ม.6 หรือเทียบเท่าเข้าเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ภายหลังการประชุมที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการสอบครั้งนี้ เนื่องจากพบหลักฐานน่าเชื่อว่ามีการทุจริตชัดเจน ตามประกาศกองบัญชาการศึกษาเรื่องรับสมัครและคัดเลือกบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิประกาศนียบัตรประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่าเพื่อบรรจุเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ พ.ศ.2555 ตามข้อ 6.2 ที่ว่าหากพบมีการทุจริตหรือส่องไปในทางทุจริตไม่ว่าในขั้นตอนใดก็ตามให้คณะกรรมการสามารถพิจารณาให้ยกเลิกการสอบได้ ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการให้การการสอบตำรวจในครั้งมีความยุติธรรมและเสมอภาคกับประชาชนทุกคน
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ผบ.ตร.ได้ตั้งคณะกรรมการ 4 ชุดเพื่อดำเนินในเรื่องนี้ ชุดแรก มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัติ รองผบ.ตร.เป็นหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบในภาครวมของการสอบตั้งแต่เริ่มรับสมัครจนถึงการสอบเพื่อดำเนินคดีกับเครือข่ายที่กระทำการทุจริตในการสอบครั้งนี้ โดยแต่ละกองบัญชาการให้แต่งตั้งรองผบช.เป็นหัวหน้าคณะกรรมการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและส่งให้พล.ต.อ.ปานศิริดูในภาพรวมทั้งหมด ชุดที่ 2 มอบหมายให้ พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นหัวหน้าคณะกรรมการ ทำงานรวมกับ สพฐ.และสทส.เพื่อดูเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารที่นำมาใช้ในการทุจริตครั้งนี้ ชุดที่ 3 มอบหมายให้ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่าแต่ละบช.มีความบกพร่องหรือไม่ที่ปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ชุดที่ 4 มอบหมายให้พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะกรรมการเพื่อหามาตรการแก้ไขข้อบกพร่อง ช่องว่างที่ทำให้มีการทุจริตเพื่อแก้ไขในการสอบใหม่อีกครั้ง
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับสาเหตุที่มีมติให้ยกเลิกการสอบเนื่องจากมีการพบพยานหลักฐานต่างๆ จำนวนมากที่น่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต และเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงมีคนที่ทุจริตหลุดรอดไปได้ บอกกับประกาศของกองบัญชาการศึกษา ข้อ 6.1 ซึ่งผู้เข้าสอบทุกคนต้องยอมรับประกาศข้อนี้แล้ว ตร.จะมีไม่ยอมให้คนที่ทุจริตมาเป็นตำรวจ มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรม เสมอภาคทุกคนที่จะมาสอบเป็นตำรวจ และต้องการกำจัดกลุ่มคนที่ทุจริตออกไปให้ได้ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะจัดให้มีการสอบใหม่เมื่อไหร่
“จากการสอบสวนถึงตอนนี้ยังมีเพียงดาบตำรวจนายหนึ่งในสภ.เมืองศรีษะเกษเข้าไปเกี่ยวข้อง ยังไม่พบตำรวจนายอื่นที่ยศใหญ่กว่านี้เข้าไปเกี่ยวข้อ แต่ถึงแม้จะเป็นตำรวจยศอะไรก็เป็นการเสื่อมเสียของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระบวนการทำการทุจริตครั้งนี้เป็นขบวนการใหญ่จริงๆ เครื่องมือการสื่อสารที่นำมาใช้ก็มีหลายระบบทั้งซิมการ์ด ระบบสั่นมีการกำหนดรหัส ซึ่งต้องมีการตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้ ถือว่าเป็นแก๊งอาชญากรรมกลุ่มหนึ่งที่พยายามหาช่องว่างของการสอบราชการหลอกลวงประชาชนหาเงินได้เป็นจำนวนมาก”โฆษกตร.กล่าว



