
ปรับระบายน้ำเขื่อนรับมือน้ำเหนือ
กรมชลประทาน เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเตรียมรับมือน้ำเหนือ พร้อมปรับปรุงประตูน้ำจุฬาลงกรณ์รังสิต ให้มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำสูงขึ้น 2 เท่าจากเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 55 ศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกชุกกระจายในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำท่าตามธรรมชาติในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า ในช่วงวันที่ 10 - 14 มิ.ย. นี้ ในพื้นที่ทางตอนบนและภาคกลางด้านตะวันตก จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายทั่วไปถึงร้อยละ 60 - 70 และมีฝนตกหนังบางแห่ง ข้อควรระวัง ในระยะนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้นั้น
กรมชลประทาน โดยสำนักชลประทานที่ 12 ได้วางแผนในการบริหารจัดการน้ำเหนือ ด้วยการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ควบคุมปริมาณน้ำเหนือให้ระบายลงสู่ทางตอนล่างอย่างเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำทางด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีระดับน้ำสูงขึ้น แต่จะไม่เกิดน้ำล้นตลิ่งแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ ได้แจ้งไปยังจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา เพื่อแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำแล้ว
สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกจำนวนมาก ซึ่งกรมชลประทาน ได้ให้ทุกโครงการฯ ในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ให้ติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิดต่อไปแล้ว
ชลประทานปรับปรุงประตูน้ำจุฬาลงกรณ์
นายพฤทธิพงศ์ ทัศน์อัญชุลีกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า หลังจากที่ปี 54 ชาวปทุมธานีต้องประสบภัยธรรมชาติน้ำท่วมครั้งใหญ่ยาวนานถึง 2 เดือน ทำให้ประชาชนชาวปทุมธานีได้รับความเดือดร้อนจากภัยดังกล่าวกันถ้วนหน้า ทางรัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวได้ร่วมกันบูรณาการการช่วยกันป้องกันน้ำท่วม โดยประตูน้ำจุฬาลงกรณ์เป็นประตูน้ำที่มีความสำคัญในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งรับน้ำจากทางภาคเหนือลงมาจากเดิมมีเครื่องสูบน้ำอยู่ 2 สถานี เครื่องหนึ่งสูบน้ำได้ 3 ลบ.ม.ต่อวินาทีมี 12 เครื่อง สูบได้ 34 ลบ.ม.ต่อวินาที เปลี่ยนใหม่ทั้งหมดจากที่สูบได้ 3 ลบ.ม.ต่อเครื่อง เป็น 6 ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งหมด 12 เครื่อง สามารถสูบได้ 74 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือเป็น 2 เท่า ซึ่งเพิ่มเครื่องระบายน้ำชั้น 2 เพิ่มขึ้นไปอีก เท่ากับสามารถสูบได้ 108 ลบ.ม.ต่อวินาที
นายพฤทธิพงศ์ กล่าวอีกว่า ซึ่งคำนวณจากปริมาณน้ำปี 54 แล้วสามารถระบายน้ำได้ทันอย่างแน่นอน ซึ่งปริมาตรน้ำปี 54 เท่ากับ 100 ปี คือมากที่สุดที่เราเคยประสบมาแต่ภายในปีหน้าจะเพิ่มเครื่องสูบน้ำเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 12 เครื่อง โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านพักเจ้าหน้าที่ของกรมชลฯ เป็นจุดตั้งสามารถสูบน้ำได้ถึง 140 ลบ.ม.ขึ้นไปต่อวินาที เชื่อว่าจากสถิติน้ำที่มีอยู่ทางกรมชลฯ สามารถควบคุมน้ำได้ ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนและนิคมอุตสาหกรรม นวนคร และบางกะดี สามารถรอดพ้นจากเหตุอุทกภัยน้ำท่วมในปีนี้ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้สถานีประตูน้ำจุฬาลงกรณ์แห่งนี้ ได้ทำลายสถิติของสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิกลายเป็นสถานีสูบน้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากสามารถสูบน้ำเกินกว่า 100 ลบ.ม.ต่อวินาที



