
'มือสาดน้ำกรด'รับทำระบายคับแค้น
ซาเล้งมือสาดน้ำกรดสารภาพแล้ว น้อยเนื้อต่ำใจเพราะเกิดมาจน ลงมือระบายคับแค้น ตรวจพบสารเสพติดในปัสสวะ "คำรณวิทย์" ระบุซาเล้งยังเป็นแค่ผู้ต้องหา ขอสอบสวนด้วยตัวเองอีกครั้ง หวั่นมีฝาแฝดโผล่ขึ้นมาอีกเดี๋ยวจะยุ่ง
ช่วงเย็นวันที่ 10 มิ.ย. พ.ต.อ.วิบูลยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.สุทธิสาร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีตระเวนสาดน้ำกรดได้ 1 คน อาชีพขับรถซาเล้ง อยู่ในอาการเมา จึงยังให้การไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบอีกครั้งว่ามีการใช้สารเสพติดด้วยหรือไม่ เบื้องต้นจากการตรวจสอบรูปพรรณสัณฐานของผู้ต้องสงสัยรายนี้ พบว่าคล้ายกับผู้ที่ก่อเหตุมาก
ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร เปิดเผยว่า ได้จับกุมนายราชัน ธีรกิจนุกุล อายุ 50 ปี ซึ่งตระเวนสาดสารเคมีใส่ประชาชนที่เดินผ่านไปมาตามจุดต่างๆ โดยจับกุมได้ที่ปากซอยอินทามระ 59 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ ขณะขี่รถซาเล้งคู่ชีพตระเวนเก็บของเก่า
ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้เสียหาย 2 คน ให้การว่า หลังจากถูกน้ำสาดที่ตัว เมื่อหันไปดูข้างๆ เห็นรถซาเล้งผ่านไป อีกทั้งละแวกดังกล่าวไม่มีผู้ต้องสงสัยหลายอื่น จึงแจ้งเบาะแสกับตำรวจ กระทั่งฝ่ายสืบสวนตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่บริเวณทางเข้ารถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีลาดพร้าว พบภาพรถซาเล้งต้องสงสัยดังกล่าวผ่านไป จึงติดตามตัวมาสอบสวน เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้กระทำผิดจริง โดยให้เหตุผลว่าเพราะความน้อยเหนือต่ำใจที่เกิดมาจน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ข่าวการจับกุมนายราชันได้แพร่สะพัดออกไป เมื่อเวลา 20.00 น.ได้มีชาวอังกฤษชายหญิง อายุประมาณ 25 ปี ได้เดินทางมาที่ สน.สุทธิสาร เพื่อให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้บุคคลทั้ง 2 ยังได้ทำการระบุด้วยว่า ในช่วงวันเกิดเหตุได้พบเห็นรถซาเล้งคันดังกล่าวด้วย โดยทางผู้เสียหายทั้ง 2 ยังได้ชี้ไปยังรถซาเล้งคันนี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการจับกุมนายราชัยเอาไว้ได้แล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวไปตรวจปัสสวะ โดยพบว่าปัสสวะเป็นสีม่วง ซึ่งคาดว่านายราชัน น่าจะเสพสารเสพติดด้วย
"คำรณวิทย์"หวั่นมีฝาแฝดซาเล้งโผล่
ทั้งนี้เมื่อเวลา 19.30 น. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ ผบก.น.2 และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้เดินทางมาสอบปากคำนายราชันท่ามกลางบรรยากาศที่ตรึงเครียด โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนระบุว่า นายราชันน่าจะมีปัญหาทางจิต เนื่องจากการตรวจสอบรถสามล้อซาเล้งที่ขับขี่อยู่ ได้ติดป้ายข้อความด้านหลังในลักษณะด่าทอ ซึ่งสะกดไม่เป็นคำ พร้อมกับมีการวาดรูปเท้าที่ทับข้อความ ในลักษณะตัดพ้อ
พล.ต.ต.คำรณวิทย์ กล่าวว่า ในวันนี้น่าจะไม่มีการแถลงข่าวใดๆ และไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ เนื่องจากนายราชันเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยเท่านั้น ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้กระทำการหรือไม่ ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นกรดเป็นด่าง หากพูดหรือให้ข่าวไปตอนนี้คงไม่ดี ต้องรอให้มีการชัดเจนเสียก่อน ดังนั้น จึงต้องขอเวลาตำรวจได้ทำการตรวจสอบให้ถูกต้องอีกครั้ง ซึ่งตนจะทำการสอบสวนด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้ไม่ผิดพลาด โดยในวันที่ 11 มิ.ย.เวลา 10.00 น. จะแถลงข่าวอีกครั้ง เพราะหากพูดไปตอนนี้เกิดมีคู่แฝดซาเล้งปรากฏขึ้นมาอีกเดี๋ยวจะซวยกันไปใหญ่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ได้มีผู้เสียหายจำนวน 2 คน เดินทางมาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ คือ นายมีชัย เจริญศักดิ์ อายุ 22 ปี และ น.ส.จรรจิรา บุญประดิษฐ์ อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนกัน ได้ให้การว่า ในช่วงวันที่ไปเวียนเทียน ตนได้พักอาศัยอยู่ในซอยลาดพร้าว 18 โดยตนกับเพื่อนได้ชักชวนกันไปวัดลาดพร้อม เพื่อไปเวียนเทียน ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักไม่กี่ซอย
ระหว่างเดินทางไปก็รู้สึกว่ามีน้ำหยดมาที่ตัว และที่ใบหน้า ซึ่งตอนแรกก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะคิดว่าใครคงแกล้งฉีดน้ำเล่น แต่เมื่อผ่านไปไม่กี่นาทีก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนขึ้นมา และเมื่อหันไปดูรอบๆ ก็พบแต่คนขับขี่รถซาเล้งผ่านไป ดังนั้น จึงแน่ใจว่า น้ำดังกล่าวที่รู้สึกแสบน่าจะมาจากรถซาเล้งอย่างแน่นอน ตนจึงเข้าแจ้งความเอาไว้ พร้อมกับเดินทางไปพบแพทย์ โดยนายมีชัย มีน้ำที่เป็นสารพิษเข้าที่ตาซ้าย และบริเวณใบหน้า และลำคอ จำนวนหลายจุด ซึ่งแพทย์ตรวจรักษาระบุว่า หากมาช้าและล้างตาไม่ทันอาจทำให้ตาบอดได้ ส่วนตัวเองมีแผลที่คอและไหล่
ทั้งนี้หลังจากเดิหตุก็ลองมาคิดดู ก็คิดว่าน่าจะเป็นพวกโรคจิต เพราะตนเองไม่เคยมีเรื่องกับใคร และช่วงเวลานั้นก็ไม่มีใครผ่านไปมา นอกจากคนขี่ซาเล้งเท่านั้น จึงแน่ใจว่าต้องเป็นผู้ต้องหาอย่างแน่นอน จึงมาแจ้งให้ตำรวจทราบ หลังจากที่ดูข่าวจากสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม หลังจากไปพบแพทย์แล้ว ทางแพทย์ก็ไม่ได้บอกว่า เป็นสารชนิดใด ไม่ได้บอกว่าเป็นกรด หรือเป็นด่างชนิดใด ซึ่งอาจไม่ใช่น้ำกรด อาจจะเป็นโซดาไฟ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันนายราชัน ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเช่าเลขที่ 193/127 ม.1 แขวงและเขตดอนเมือง กทม. ซอยอิทมาระ 39 และขณะที่ตำรวจจับกุมนั้น สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ที่บริเวณปากซอยอินทามาระ 59



