ข่าว

4 P..หนีครหาช็อปสินค้าปลอม

4 P..หนีครหาช็อปสินค้าปลอม

11 มิ.ย. 2555

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรม 'เปลี่ยน ดีเอ็นเอ เยาวชนไทย ไม่ซื้อ ไม่ถือ ไม่ใช้ของปลอม'พุ่งเป้าไปที่นักศึกษา

                  การรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้คนไทยเลิกใช้สินค้าปลอม โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรม "เปลี่ยน ดีเอ็นเอ เยาวชนไทย ไม่ซื้อ ไม่ถือ ไม่ใช้ของปลอม" พุ่งเป้าไปที่นักศึกษา ด้วยเหตุว่าเยาวชนคืออนาคตของชาติ จึงยึดหัวหาดที่ พาร์ค แอท สยาม เป็นสนามจัดงานเมื่อวันก่อน ซึ่งภายในงานมีการตั้งโต๊ะเสวนาของบรรดาผู้แทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาภาคเอกชน นำโดย มาลา ตั้งประเสริฐ, ดิเรกฤทธิ์ ภุมภางกูร, สุคนทิพย์ กิจมงคลทอง, รัชดาวรรณ กีฬา และ กานต์ธนิศ วงวาส มาร่วมพูดคุยถึง "ผลกระทบจากการใช้สินค้าปลอมที่ส่งเสียหายถึงระดับประเทศ" พร้อมกับแนะนำ "เทคนิคการเลือกสินค้าไม่ให้โดนหลอก"

                  อยู่ในวงการมากว่า 30 ปี มาลา ตั้งประเสริฐ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเล็คทีฟ เทรดมาร์ค ยูเนี่ยน (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ดูแลด้านลิขสิทธิ์ให้นาฬิกากว่า 70 แบรนด์จากสวิตเซอร์แลนด์ ยังไม่รวมถึงแบรนด์แฟชั่นจากฝั่งยุโรปอีกเพียบ สะท้อนถึงผลเสียจากการซื้อและขายสินค้าปลอมว่า ปัญหาแรกคือ การซื้อขายจะไม่มีการจ่ายภาษีให้รัฐเพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศ 

                  "ทุกวันนี้สินค้าแฟชั่นที่บริษัทต่างๆ นำเข้ามาอย่างถูกต้อง ต้องจ่ายภาษีให้รัฐถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7 เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่รัฐจะสูญเสียไป ถามว่าเจ้าของธุรกิจเสียหายเยอะไหม ก็มีผลนะ อย่างโรงานผลิตชิ้นนาฬิกาบางยี่ห้อตั้งอยู่ในประเทศไทย อาทิ สว็อช กรุ๊ป หรือ ไซโก้ แต่ละผลัดต้องใช้แรงงานไม่กว่า 1 หมื่นคน ทำงานวันละ 3 ผลัด ถ้าเขาขาดทุนอยู่ไม่ได้ก็ต้องปิดกิจการแล้วถามว่าใครเดือดร้อน ถ้าไม่ใช่ครอบครัวพนักงานซึ่งอยู่ในระดับรากหญ้าทั้งนั้น เรียกกว่าเดือดร้อนกันถ้วนหน้า" มาลา กล่าว

                  เช่นเดียวกับ 2 ทนายความ ตัวแทน บริษัท เร้าส์ แอนด์ โค อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)  รัชดาวรรณ กีฬา และ กานต์ ธนิต วงวาส ซึ่งเป็นสำนักงานกฎหมายดูแลแบรนด์แฟชั่นจากฝั่งยุโรป อาทิ กระเป๋าถือสุภาพสตรีลองชอง สะท้อนถึง ผลกระทบอีกอย่างที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงคือเรื่องการกีดกันทางการค้า และผู้โดนกระทบเต็มๆ ก็ไม่พ้นเกษตรกร เนื่องประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เวลาส่งสินค้าเกษตรไปจำหน่าย มักถูกตอบโต้ด้วยการกดราคาหรือจำกัดสิทธิ์ต่างๆ เพราะเรามีชื่อติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศซึ่งมีปัญหาเรื่องสินค้าปลอม

                  และเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อผู้จำหน่ายสินค้าปลอม ตัวแทนผู้เข้าร่วมเสวนาทั้ง 5 จึงแนะนำวิธีการเลือกสินค้าแบบง่ายๆ โดยยึดหลัก 4 พี ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (PRODUCT), ราคา (PRICE), สถานที่ขาย (PLACE) และบรรจุภัณฑ์ (PACKAGING)

                  "อันดับแรก ผลิตภัณฑ์ ให้ดูวัสดุในการผลิต ตัวอย่างง่ายๆ นาฬิกาสวิส ถ้าสายมีทองคำเป็นส่วนประกอบต้องเป็นทอง 18 เคเท่านั้น ถ้าใครบอกว่า 24 เค ปลอมแน่นอน และช่องสำหรับดูวันที่ต้องเกิดจากการเป่ากระจกให้พองขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่การแปะ แค่ใช้นิ้วลูบเบาๆ ก็รู้แล้ว ส่วนราคา ถ้าเป็นของนำเข้าราคาต้องแพง เพราะเสียภาษีแพงมาก และที่สำคัญราคาต่างประเทศหรือในประเทศไม่ต่างกันมาก ฉะนั้นซื้อที่ไหนก็ไม่ต่างกัน นอกจากนี้ สถานที่จำหน่าย มีเฉพาะในห้างสรรพสินค้าชั้นนำเท่านั้น และการบรรจุหีบห่อต้องเรียบร้อย ไม่ใส่ถุงพลาสติกธรรมดา" มาลา เป็นตัวแทนให้ข้อมูลพื้นฐาน

                  ขณะที่ทนายสาว สุคนทิพย์ กิจมงคลทอง บริษัท ติลลิกี แอนด์ กิบบิน อินเตอร์เนชั่นแนล ดูแลลิขสิทธิ์ให้แบรนด์กุชชี่ และฮอนด้า เสริมว่า โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นตรวจสอบได้ง่ายกว่า แค่ดูจาก หนัง รหัสสินค้า การตัดเย็บ ก็พอจะรู้ได้ แต่ส่วนของอะไหล่รถค่อนข้างดูยาก แต่แนะนำว่าให้ซื้อจากศูนย์บริการจะปลอดภัยกว่า เพราะไม่ใช่แค่ทรัพย์สินเงินทองแต่ยังหมายถึงชีวิตหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น