
พท.อัด'มาร์ค'โยงปรองดองเพื่อ'แม้ว'
'โฆษกเพื่อไทย' อัด 'อภิสิทธิ์' แผ่นเสียงตกร่อง จี้ 'ยิ่งลักษณ์' ปิดสมัยประชุมสภาลดความขัดแย้ง ย้อน 'จรัญ' ตุลาการ ศาลรธน. สร้างวาทกรรมการเมืองปัดแทรกแซงนิติบัญญัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มิ.ย. 55 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน เรียกร้องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่า นายอภิสิทธิ์ พูดลักษณะแบบแผ่นเสียงตกร่อง เอาเกมการเมืองในสภาจ้องลดความน่าเชื่อถือนายกฯ และรัฐบาล และยังได้กล่าวหา ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การออก พรบ.ปรองดอง ฯ ไปช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง จึงขอประณามที่ออกมา โยนบาปให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กระทบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อต้องการลดคะแนนเสียงของรัฐบาล ทั้งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บอกหลายครั้งไม่เกี่ยวกับรัฐบาล จึงดูแล้วว่า นี่เป็นเกมการเมืองเพื่อล้มรัฐบาลเท่านั้นเอง และที่มีส.ส.ประชาธิปัตย์ 5 คน แสดงความป่าเถื่อนในสภา รวมถึงเปิดเวที นอกสภา ก็เป็นสิ่งที่ตนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เล่นการเมืองไม่สร้างสรรค์ จึงอยากให้นายอภิสิทธิ์ ทบทวนตัวเอง อย่าโยนบาปให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กระทบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แบบขี้แพ้ชวนตี เลือกตั้งก็แพ้ ทำคนตาย 91 ศพ ก็ไม่รับผิดชอบ เป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขอให้ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์เหมือนอารยะประเทศทำกัน อย่าค้านแบบไร้สาระ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า ส่วนในวันที่ 12 มิ.ย. ที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะพิจารณาเรื่องรับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 ออกไปก่อนนั้น ในวันที่ 11 มิ.ย. เวลา 10.00 น. วิปรัฐบาลจะประชุมหารือกัน โดยเวลา 14.00 น. พรรคเพื่อไทย จะประชุมเพื่อกำหนดท่าทีถึงความชัดเจนด้วยว่าจะมีการลงมติไม่เห็นชอบกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ และจะเสนอลงมติวาระ 3 หรือไม่ ขอให้ที่ประชุมพรรคได้หารือกันก่อน แม้ขณะนี้จะมีส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และส.ส.เพื่อไทยหลายคนอยากให้เดินหน้าโหวตวาระ 3 ไปเลยนั้น เพราะหากเราไม่สู้ก็จะตายอย่างเดียว
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลายคนออกมาชี้แจง โดยเฉพาะนายจรัญ ภักดีธนากุล ที่เป็นทั้งอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า ศาลไม่ได้แทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเป็นการส่งหนังสือถึงประธานสภา ว่าถือเป็นวาทกรรมทางการเมือง เลี่ยงบาลี ยิ่งพูดยิ่งเข้าเนื้อ สร้างความสับสนให้ประชาชนไม่สามารถหักล้างรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับพิจารณาได้ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน อยากถามนายจรัญว่า เรื่องนี้จะแตกต่างกันอย่างไร ประธานสภาฯ คือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ แล้วมีผลต่อการสั่งไปต่อประธานสภาฯ ได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญหาเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าตัว ตุลาการศาลที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็บอกว่าเมื่อทำผิด แล้วแก้ไขในสิ่งที่ผิดได้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ขอให้ดำเนินการให้ถูกต้อง
ส่วนกรณีที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ เตรียมล่า 20,000 รายชื่อ เพื่อฟ้องร้องต่อคณะกรรมาธิการป้องกันอาชญากรรมและดำเนินความยุติธรรมทางอาญาของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ เนื่องจากกฎหมายปรองดองเข้าข่ายกับระเบียบข้อ 5 และ 7 ของคณะกรรมาธิการฯ เหมือนเป็นการสนับสนุนให้คอรัปชั่นนั้น ตนเชื่อว่าเรื่องนี้มีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน เป็นแค่เกมการเมือง อ้างตรวจสอบรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยทั้งที่เป็นพฤติกรรมกลบเกลื่อน ส.ส.ประชาธิปัตย์ 5 คน ที่แสดงความป่าเถื่อนในรัฐสภาซึ่งคนทั่วประเทศรับไม่ได้ ขนาดประชาชน จ.พิษณุโลก ยังออกมาขับไล่ นพ.วรงค์ ส.ส.พิษณุโลก ความจริงร่าง พรบ.ปรองดอง ฯ ไม่ได้ลบล้างคดีความทุจริต แต่เป็นลบล้างคดีความทางการเมือง ดังนั้นขอให้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ อย่าทำตัวไร้สาระทางการเมือง เอาเวลาไปทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติดีกว่า ไปหาทางแก้ไขพฤติกรรมป่าเถื่อนในสภาฯ
โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวตอบโต้กรณีที่ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้เปิดเผยชื่อ พล.ร.อ. (พ) คือใคร ที่ขับเคลื่อนกับเครือข่ายและกลุ่มต่าง ๆ เพื่อหวังล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทย ต้องการนำไปสู่การล้มล้างสถาบันว่า เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์กินปูน ร้อนท้อง ทั้งที่การกระทำดังกล่าวเป็นของอดีตนายทหาร นอกราชการและนักการเมืองที่สูญเสียอำนาจ ทำทั้งใต้ดิน บนดิน ปลุกระดมมวลชน โดยใช้เงื่อนไขการแก้รัฐธรรมนูญ และ พรบ.ปรองดอง เพื่อหวังล้มล้างรัฐบาล ให้ตัวเองกลับมามีอำนาจ ขอประณามพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ควรทำ หน่วยความมั่นคงกำลังจับตาเชื้อชั่วที่ไม่มีวันตายเรื่องเหล่านี้อยู่ ล่าสุดผลสำรวจเอแบคโพล์ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ ดังนั้นเชื่อว่าจะไม่มีการยึดอำนาจแล้ว แต่กลับยังมีการปลุกมวลชนให้มาล้มล้างรัฐบาล



