ข่าว

โพลชี้คนเบื่อหน่าย'การเมือง'

โพลชี้คนเบื่อหน่าย'การเมือง'

10 มิ.ย. 2555

'ดุสิตโพล'ระบุ คนไทย เบื่อหน่าย การเมืองวุ่น ขอพันธมิตรและเสื้อแดง ไม่รุนแรง พร้อมจี้รัฐบาล-ฝ่ายค้านมีเหตุผล ด้าน 'เอบคโพลล์'สำรวจทัศนคติวัยรุ่นไทย ต่อการยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น พบวัยรุ่นต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 68 ยอมรับได้ ขณะที่กลุ่มชายยอมรับการทุจริต

              10 มิ.ย.55 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ ในหัวข้อฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านและประชาชน ควรทำอย่างไร ในความวุ่นวายทางการเมือง ณ วันนี้ โดยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 40.29 อยากให้รัฐบาลใช้เหตุผล เจรจา ไม่ใช้เสียงข้างมากโดยไร้เหตุผล พร้อมกันนี้ คนไทยร้อยละ 53.06 ยังอยากให้ฝ่ายค้าน ฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ไม่ใช้อารมณ์ความรุนแรง

              นอกจากนี้ คนไทย ร้อยละ 56.49 ยังอยากให้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช้ความรุนแรง หรือ สร้างสถานการณ์  ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น คนไทยส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.72 อยากให้ นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม และไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ ประชาชน ร้อยละ 44.24 เบื่อหน่ายการเมืองอย่างมาก

 

 

เอแบคโพล์ สำรวจทัศนคติวัยรุ่นไทยต่อการคอรัปชั่น


              ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค)  เปิดเผย ผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง " คนไทยหัวใจประชาธิปไตย กับการยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย" ว่า กรณีศึกษานี้ จะเป็นตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 12 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นครสวรรค์ อุดรธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา ภูเก็ต และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,142 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 9 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7

              ทั้งนี้ ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงระดับความรักของประชาชนที่มีต่อการปกครองแบบประชาธิปไตย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือ ร้อยละ 76.1 ตอบว่ารักค่อนข้างมากถึงมากที่สุด เพราะ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีเสรีภาพ มีโอกาสแสดงออก เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ถึงจะเห็นต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ มีโอกาสเกิดความเป็นธรรมในสังคมได้มากกว่า และเสียงของประชาชนมีความสำคัญมากกว่า เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 23.9 รักค่อนข้างน้อยถึงไม่รักเลย เพราะมีแต่ความวุ่นวาย แตกแยก บ้านเมืองไม่สงบ มีแต่การแทรกแซง เอารัดเอาเปรียบ และแก่งแย่งชิงอำนาจกันอย่างน่ารังเกียจ เป็นต้น โดยที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.2 ยังคงเห็นว่า เหตุการณ์ความวุ่นวายในสภาและนอกสภาในขณะนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาของประชาธิปไตย ในขณะที่ ร้อยละ 40.8 เห็นว่า ไม่ปกติธรรมดา

              เมื่อถามถึงระดับความพอใจของประชาชนต่อบทบาทการวางตัวของกองทัพในเวลานี้ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.7 พอใจค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 31.3 พอใจค่อนข้างน้อยถึงไม่พอใจเลย ที่สำคัญคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.5 ไม่เห็นด้วยต่อการยึดอำนาจ ถึงแม้เกิดความวุ่นวายรุนแรงยิ่งขึ้นในบ้านเมือง เพราะ ไม่ช่วยแก้ปัญหา จะวุ่นวายหนักกว่าเดิม ควรปล่อยให้คนไทยเรียนรู้พัฒนาประชาธิปไตยกันไป อำนาจพิเศษไม่ช่วยอะไร บ้านเมืองเสียหาย กลัวจะพัฒนาแพ้ประเทศเพื่อนบ้าน ธุรกิจพัง นานาชาติไม่ยอมรับ ทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่เคารพประชาชน ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร กลุ่มคนยึดอำนาจไปก็ไปกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเฉพาะกลุ่มอีก และจากประสบการณ์ยึดอำนาจที่ผ่านมาไม่ได้แก้ปัญหา เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 28.5 เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ เพราะ บ้านเมืองจะได้สงบ ตอนนี้มีแต่ความวุ่นวายจะได้ช่วยยุติความวุ่นวายต่างๆ ได้ เป็นต้น

              " ที่น่าเป็นห่วงคือ แนวโน้มของคนไทยที่มีทัศนคติอันตรายต่อการยอมรับ รัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย ยังไม่มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ล่าสุดยังคงอยู่ที่ร้อยละ 63.4 ในการสำรวจครั้งล่าสุด โดยในช่วงเดือนมกราคมปี 54 อยู่ที่ร้อยละ 64.0 มาอยู่ที่ร้อยละ 64.6 เดือนพฤศจิกายน ปี 54 อยู่ที่ร้อยละ 64.7 เดือนมกราคมปี 55 และล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 63.4 เดือนมิถุนายนปี 55 โดยกลุ่มผู้ชายยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นมากกว่ากลุ่มผู้หญิง คือในกลุ่มผู้ชายร้อยละ 66.0 และในกลุ่มผู้หญิงร้อยละ 62.5  และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ กลุ่มเยาวชนส่วนใหญ่คือร้อยละ 68.2 ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และร้อยละ 66.4 ที่มีอายุระหว่าง 20 - 29 ปีมีทัศนคติอันตรายยอมรับได้รัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่น แต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย โดยกลุ่มอาชีพสำคัญคือ กลุ่มพ่อค้าส่วนใหญ่ร้อยละ 66.7 มีทัศนคติอันตรายมากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 67.1 "    ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ระบุ

              ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ กล่าวอีกว่า ส่วนระดับความวางใจต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน พบว่า เกินกว่าครึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อย คือร้อยละ 51.8 วางใจค่อนข้างมาก ถึงมากที่สุดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น เพราะ เชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีว่าจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น รัฐบาลกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และยังไม่เห็นข่าว ยังไม่เห็นความผิดปกติชัดเจน เป็นต้น โดยร้อยละ 48.2 วางใจค่อนข้างน้อยถึงไม่วางใจเลย เพราะ รัฐบาลยังไม่มีระบบแจกแจงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณที่ชัดเจน ไม่เปิดโอกาสให้แกะรอยตรวจสอบรัฐบาลได้ บรรดารัฐมนตรี คณะที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ติดตาม กลุ่มคนใกล้ชิดมักแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งและอำนาจ รัฐบาลปัจจุบันก็เหมือนๆ กับรัฐบาลเก่าๆ ทุกรัฐบาล นายกรัฐมนตรีลอยตัวเกินไปไม่น่าจะรู้ทันกลุ่มนักการเมืองรอบตัว และอำนาจเงิน ผลประโยชน์ซื้อได้ทุกอย่าง เป็นต้น

              ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า เมื่อผลสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่มีหัวใจรักประชาธิปไตยแล้วก็คงต้องปล่อยให้ทุกคนร่วมเรียนรู้พัฒนาประชาธิปไตยกันไป โดยไม่ยอมให้มีอำนาจพิเศษใดๆ เข้ามาหยุดยั้งการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศได้เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้คนไทยพบว่า คนที่ได้อำนาจไปก็มักจะกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องเป็นสำคัญมากกว่าการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม ถ้าทุกคนในบ้านเมืองมีโอกาสศึกษาเรียนรู้ระบบการปกครองของประเทศไทยเราอย่างลึกซึ้งจะพบว่า สังคมไทยจำเป็นต้องมีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance) ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบันไม่เช่นนั้น คนการเมืองที่เข้ามามีอำนาจก็มีโอกาสสูงที่จะใช้อำนาจนั้นเพื่อตัวเอง ครอบครัว เครือญาติและพวกพ้องมากกว่า ดูแลสุขของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง

              อีกทั้ง ผลสำรวจล่าสุดยังคงพบทัศนคติอันตรายต่อการยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่น แต่ทำให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย โดยทัศนคติดังกล่าวยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ คนส่วนใหญ่ยังยอมรับได้ต่อรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นแต่ขอให้ตนเองได้ประโยชน์ด้วย เพราะมองว่า ทุกรัฐบาลก็มีทุจริตคอรัปชั่นด้วยกันทั้งนั้น และในเวลานี้ใครให้เงินให้ผลประโยชน์เพื่อความอยู่รอดก็เอาไว้ก่อน เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องหันมาเอาจริงเอาจังในทุกหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชน

              “ เพื่อปิดช่องทางไม่ให้มีเงื่อนไขครบองค์ประกอบของการยึดอำนาจโดยอ้างการทุจริตคอรัปชั่นมาสร้างความชอบธรรมของการปฏิวัติยึดอำนาจ จึงจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องทำมากกว่าการแถลงข่าวออกสื่อว่าต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น โดยหันมาเอาจริงเอาจังมากกว่าการปลุกกระแสอย่างเดียว โดยต้องเริ่มจากระดับสูงสุดลงมาและจากระดับรากฐานของสังคมคือ ความซื่อสัตย์ต้องเริ่มจากครอบครัวขึ้นไปสู่ ชุมชน และสังคมโดยรวมของประเทศ จึงเสนอให้รัฐบาลเป็นต้นแบบที่ดีนำข้อมูลเส้นทางการใช้จ่ายงบประมาณทุกอย่างจนถึงมือประชาชนระดับท้องถิ่นท้องที่ขึ้นเผยแพร่เว็บไซต์ให้สาธารณชน สื่อมวลชนตรวจสอบได้อย่างน่าเชื่อถือศรัทธา” ดร.นพดล กล่าว