ข่าว

นับถอยหลังสู่สงครามโลกครั้งที่สาม

นับถอยหลังสู่สงครามโลกครั้งที่สาม

10 มิ.ย. 2555

นับถอยหลังสู่สงครามโลกครั้งที่สาม

                         แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 70 ปี แต่ภาพความรุนแรงของสงครามโลกครั้งที่สองยังคงตราตรึงอยู่ในสังคมโลกอย่างไม่รางเลือน ในเวลานั้นประเทศที่เข้าสู่สงครามร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ใช้อาวุธหลากรูปแบบห้ำหั่นกับฝ่ายพันธมิตรอักษะที่มีเยอรมนีเป็นแกนนำร่วมกับญี่ปุ่นและอิตาลี ทั้งปืนใหญ่ เครื่องบินที่โปรยปรายลูกระเบิดเหล็กหนักหลายร้อยกิโลกรัมลงมาจากท้องฟ้า อาวุธจรวดพิสัยกลางที่ในเวลานั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา

                         จนสุดท้ายในช่วงปลายสงครามเมื่อเยอรมนีฮึกเหิมบุกเข้ายังดินแดนของรัสเซียและถูกความหนาวเย็นรุนแรงเล่นงานกองทัพจนย่ำแย่ และตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามรถถังในทะเลทรายบริเวณแอฟริกาเหนือ ทำให้กองทัพเยอรมันต้องถอยร่นกลับเข้าประเทศและยกธงขาวยอมแพ้ในที่สุด

                         ส่วนญี่ปุ่นที่ยังไม่ยอมเลิกราจนสหรัฐอเมริกาต้องใช้ดินแดนอาทิตย์อุทัยเป็นสถานที่ทดลองอำนาจการทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก ที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ บีบให้กองทัพสมเด็จพระจักรพรรดิยอมวางดาบยกธงขาวและลงนามตราสารยอมจำนนบนเรือรบมิสซูรีของสหรัฐในที่สุด ประเมินกันว่าสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการใช้อาวุธทางทหารทำลายล้างกันนั้นทำให้พลเมืองโลกเสียชีวิตไปกว่า 60 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 40 ล้านคน และทหาร 20 ล้านคน

                         ที่หยิบยกเอาประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองมาอย่างยืดยาวนี้ เพื่อให้มองเห็นภาพอันเลวร้ายของสงครามที่ไม่เคยส่งผลดีใดๆ ต่อสังคมโลก มีแต่การสูญเสียเลือด เนื้อ และชีวิต เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ และเศรษฐกิจโลกล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ประชาชนผู้รอดชีวิตจากการหนีความตายกันจ้าละหวั่น ต้องใช้ชีวิตอย่างอดอยากยากแค้นแม้สงครามจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม

                         ทั้งยังอยากจะเตือนด้วยว่าสงครามโลกครั้งที่สามอาจจะปะทุขึ้นอย่างคาดไม่ถึง จากเหตุแห่งความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่พยายามทำตัวเป็นตำรวจโลก ร่วมกับพันธมิตรในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่กำลังทำสงครามไซเบอร์กับประเทศคู่ขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ว่ามี "ไวรัส" หรือ "มัลแวร์" เข้าทำลายเครื่องและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในประเทศอิหร่านถึง 3 ครั้ง 3 ครา

                         เริ่มจากการค้นพบไวรัส "ไวเปอร์" (wiper) เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2553 ต่อมาก็มีข่าวการค้นพบไวรัส "สตุ๊กซ์เน็ต" (stuxnet) และล่าสุดไวรัสที่ชื่อ "เฟลม" (flame) ที่ได้ชื่อว่าเป็นไวรัสที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพในการ "ล้วง" ข้อมูลอย่างยิ่ง โดย "เฟลม" ถูกตั้งโปรแกรมให้ค้นหาไฟล์เอกสารสำคัญนามสกุล .pdf และไฟล์พิมพ์เขียวจากโปรแกรมออกแบบ AutoCAD รวมทั้งเอกสารจดหมายอีเมลต่างๆ ก่อนส่งกลับไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นตอ ยิ่งไปกว่านั้น "เฟลม" ยังมีระบบควบคุมจากระยะไกล ที่ทำให้ผู้สร้างสามารถสั่งการควบคุมให้เจ้าตัวร้ายนี้ค้นหาไฟล์ที่ต้องการในเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป้าหมายได้อีกด้วย

                         อิหร่านยอมรับว่าครั้งที่โดนไวรัส สตุ๊กซ์เน็ตเข้าไป ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ควบคุมโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของประเทศล้มเหลวถึง 20 รอบ แต่ก็ไม่ยอมเปิดปากว่าครั้งที่รับไวรัสเฟลมเข้าไปนี้ถูก "ล้วง" อะไรออกไปบ้าง

                         ห้องปฏิบัติการไวรัสคอมพิวเตอร์ของบริษัทแคสเปอร์สกี้แล็บ ยืนยันว่าไวรัส เฟลม นั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าที่โปรแกรมเมอร์เอกชนจะมีศักยภาพในการสร้างขึ้นได้ ซึ่งการเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันกับที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกปากยอมรับว่าตนเองอยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์อิหร่านด้วยไวรัสสตุ๊กซ์เน็ต แต่ก็ยังไม่ได้เปิดปากว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างไวรัสเฟลมมากน้อยเพียงใด

                         แต่ในที่สุดความจริงก็เปิดเผยขึ้นมาเมื่อกระทรวงกลาโหมอิสราเอลยอมรับ "เป็นนัย" ว่าเป็นผู้สร้างไวรัสเฟลมขึ้นมาเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กำลังก่อสงครามไซเบอร์กับอิหร่านอย่างชัดเจน

                         อย่างไรก็ตามไวรัสเฟลมไม่ได้ระบาดไปที่อิหร่านเพียงประเทศเดียว ดินแดนส่วนหนึ่งของอิสราเอลและปาเลสไตน์ ซีเรีย เลบานอน ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ ก็มีการตรวจพบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสเฟลมด้วยเช่นกัน

                         ร้อนถึงสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ต้องประกาศเตือนภัยรัฐบาลนานาประเทศ ให้ระวังอันตรายของไวรัส เฟลม ซึ่งถือเป็นคำเตือนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่องค์กรผู้ดูแลทรัพยากรการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตระดับโลก เคยประกาศออกมา และแสดงว่า สงครามไซเบอร์ระหว่างประเทศนั้นเริ่มต้นขึ้นมาแล้วจริงๆ