
เดาใจ กนง.คาดลด ดบ.นโยบาย 0.25%
นายแบงก์ประเมิน กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ ชี้ดอกเบี้ยต่ำมากแล้ว การส่งผ่านไม่มีผลต่อเศรษฐกิจ
น.ส.วอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ว่า กนง.อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (อาร์พี) ระยะ 1 วันลงเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้อีก 0.25% จากระดับ 1.25% อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เพราะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบแรงจากวิกฤติการเงินโลก ขณะที่สถาบันการเงินไทยแม้แข็งแกร่ง แต่ก็กลัวปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนของระบบการเงิน
นายจงรัก บุญชยานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารเงิน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า มีโอกาสที่ กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% หรือปรับลดลงได้อีก 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากมองว่าอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจดูเหมือนจะทรงตัวและอาจจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย หากปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปอีกก็ไม่น่าจะช่วยอะไรได้มากนัก ขณะที่ผู้ฝากอาจได้รับผลกระทบ
ด้านนายปรีชา ภูขำ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า คาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ถือว่าเป็นผลดี เพราะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลทางจิตวิทยา เนื่องจากตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการฟื้นตัว หากดอกเบี้ยปรับตัวลดลงก็ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว นักลงทุนก็เกิดความมั่นใจในการลงทุน
ขณะที่นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยปรับลดลงมามากแล้ว ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนพอที่จะแน่ใจได้ว่าเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ธนาคารพาณิชย์จึงต้องระมัดระวังเรื่องเอ็นพีแอล จนกลายเป็นประเด็นที่ภาครัฐและภาคธุรกิจไม่พอใจว่าธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งต้องยอมรับว่าธนาคารและธปท.ไม่อยากเห็นปัญหาเอ็นพีแอลเกิดขึ้นเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องดูแล
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในขณะนี้อัตราดอกเบี้ยถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจควรให้น้ำหนักกับมาตรการอื่นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการคลังหรือมาตรการทุกๆ ด้าน รวมถึงภาคการเมืองเองที่จะต้องสร้างเสถียรภาพให้มั่นคงจึงจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น



