
แลนด์ฯชี้ตลาดคอนโดฯทรุดหนัก ปีนี้ขอแค่ประคองตัว-เริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้น
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ หวังปีนี้แค่ประคองตัว หลังวิกฤติเศรษฐกิจฉุดกำลังซื้อผู้บริโภคลดลงเกือบทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมทั้งราคาถูก-แพงทรุดหนัก ส่วนตลาดบ้านเดี่ยวราคา 10-20 ล้านบาทยังไปได้ เชื่อภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ เริ่มกระเตื้อง หลังเห็นสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มดี
นายอดิศร ธนนันท์นราพูล รองกรรมการผู้จัดการและกรรมการ บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทขอแค่ประคองตัวในรอดภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ประมาณ 15,400 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้กำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง ดังนั้นในภาวะแบบนี้จึงทำได้แค่ประคองตัว
"กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงเกือบทุกกลุ่ม แต่ที่เห็นชัดเจน คือกลุ่มคอนโดมีเนียมราคาแพง เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นลูกค้าจากฮ่องกง สิงคโปร์หายไป เช่นเดียวกับคอนมีเนียมระดับล่างก็มีปัญหา เพราะเป็นตลาดที่อ่อนไหวง่าย ส่วนตลาดบ้านเดี่ยวราคาตั้งแต่ 10-20 ล้านบาท ยังไปได้" นายอดิศรกล่าวและว่า รายได้หลักของบริษัทกว่า 75% ยังมาจากโครงการบ้านเดี่ยว ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากคอนโดมีเนียมและทาวเฮ้าส์
สำหรับกรณีที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการเมกะโปเจกท์ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้า ทางบริษัทก็มีที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับโครงการรถไฟฟ้าที่รัฐบาลมีแผนจะก่อสร้าง แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพัฒนาเป็นโครงการ เพราะต้องรอความชัดเจนก่อน โดยต้องมั่นใจว่ามีโครงการรถไฟฟ้าเกิดขึ้นจริง จึงจะมีการพัฒนาโครงการ เนื่องจากภาวะแบบนี้จะต้องระมัดระวังการลงทุน และบริหารสภาพคล่องให้มีประสิทธิภาพ
ส่วนภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น นายอดิศรกล่าวว่าเดือนนี้เริ่มกระเตื้องขึ้นแล้ว เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับหลังจากที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้น แต่ในช่วงเดือนมกราคม ตลาดอสังหาริมทรัพย์แย่มาก เนื่องจากมีการชุมนุมประท้วง และเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมก็เริ่มดีขึ้น แต่มาแย่อีกรอบในเดือนเมษายน 2552 จากเหตุการณ์ชุมนุมเช่นกัน
ด้านนายเลิศมงคล วราเวณุชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายการเงินและพัฒนาธุรกิจ บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าในปี 2552 จะเติบโตมากกว่าปีก่อนที่มีรายได้รวม 479 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 30.5 ล้านบาท สำหรับโครงการใหม่ ยังไม่มีแผนลงทุนในปีนี้ เนื่องจากบริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างขาย รวมมูลค่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งขายไปแล้ว 1,600 ล้านบาท ที่เหลือยอดขายจะเข้ามาในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมองว่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงถดถอย แม้จะมีการคาดการณ์ว่าในไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1 ปีหน้า จะกลับมาดีก็ตาม ประกอบกับการเมืองในประเทศไทยยังไม่สงบ โดยประเมินว่าปีนี้อสังหาริมทรัพย์จะติดลบ 20%



