
ทางรอดของอาชีพเพาะเลี้ยงกุ้ง
จากราคาตกต่ำ...สู่การทำยุทธศาสตร์ ทางรอดของอาชีพเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน : รายงานพิเศษ : โดย ... กิตติยาณีย์ สมหมาย / สันติภาพ รามสูต
การชุมนุมประท้วงของผู้เพาะเลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัดภาคใต้ ที่ จ.สงขลา ในเเดือนพฤษภาคม 2555 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูแลปัญหาราคาผลผลิตกุ้งอย่างต่อเนื่อง จนถึงการส่งกุ้งเน่าผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทวงพาณิย์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวต่อการที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างล่าช้า
จนกระทั่งคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ที่มี บุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้เห็นชอบแนวทางการตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคากุ้งขาวแทนโครงการรับจำนำที่ผู้ชุมนุมเสนอไป โดยได้อนุมัติจัดตั้งกองทุนจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อที่จะนำมาใช้ในการชดเชยส่วนต่างราคาที่เกษตรกรต้องการ กับราคาที่โรงงานแปรรูปกุ้ง (ห้องเย็น) สามารถรับซื้อได้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป มีระยะเวลารวม 3 เดือน ผลผลิตที่จะรองรับในโครงการนี้รวม 3 หมื่นตัน โดยขั้นตอนการดำเนินการที่ถูกวางไว้ก็คือ ห้องเย็นในฐานะผู้ซื้อจะต้องแจ้งยืนยันการเข้าร่วม ผ่านทางหน่วยงานรัฐ ส่วนสหกรณ์/ชมรมเลี้ยงกุ้งที่จะเข้าร่วมโครงการ มีเงื่อนไขในประเด็นที่สมาชิกต้องเป็นฟาร์มที่ได้มาตรฐาน กรณีผู้เลี้ยงในจังหวัดที่ไม่มีชมรม/สหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องไปจดทะเบียนเป็นองค์กรกับทางจังหวัดก่อน
สำหรับการชดเชยส่วนต่างข้างต้นเกษตรกรจะได้รับเฉลี่ย 20 บาทต่อกิโลกรัม กล่าวคือราคากุ้งขาวขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาตลาดเฉลี่ยที่ 115-120 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาที่เกษตรกรอยู่ได้คือเฉลี่ยที่ 145 บาทต่อกิโลกรัม ต่างไปจากเกณฑ์การรับซื้อของห้องเย็นที่ตั้งราคารับซื้อที่ 125 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้น ส่วนต่างที่เกิดขึ้น จึงเป็นภาระของกองทุนที่จะเข้ามาแบกรับภาระเอาไว้ จนสิ้นสุดโครงการในเดือนกันยายน
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาไปที่ข้อเสนอของเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 8 จังหวัด ซึ่งได้เสนอให้ คชก.เปิดโครงการรับจำนำกุ้งขาวจำนวน 3 หมื่นตัน มีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2555 พร้อมกำหนดการประกันราคากุ้งที่ชัดเจน คือกุ้งขนาด 50 ตัวต่อกิโกรัม ราคารับจำนำอยู่ที่ 160 บาท ส่วนกุ้งขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม ราคารับจำนำอยู่ที่ 145 บาท และกุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม ราคารับจำนำอยู่ที่ 140 บาท ตามลำดับ
แน่นอนว่าแนวทางที่รัฐบาลเลือกใช้ต่อการคลี่คลายปัญหา ด้วยการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพขึ้นมา จะสามารถหยุดยั้งความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับผู้เลี้ยงกุ้งได้ แต่การรุกต่อของภาคเกษตรกรที่จะเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมประมง ในการทำหน้าที่สนับสนุนการจัดทำร่างยุทธศาสตร์เพื่อที่จะเข้ามาดูแลวงจรการเลี้ยงกุ้งอย่างเป็นระบบ ก็เป็นข้อเสนอด้านหนึ่งที่น่าสนใจ
ร่างยุทธศาสตร์ที่มีการจัดทำขึ้นและเตรียมที่จะเสนอต่อกรมประมง โดยเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ให้น้ำหนักด้วยพื้นฐานที่ว่า กุ้งเป็นสินค้าประมงที่มีมูลค่าการส่งออกในสัดส่วนมากที่สุด 70.54% คิดเป็นปริมาณ 382,147.28 ตัน ในปี 2554 สร้างรายได้คิดเป็นค่า 107,277.21 ล้านบาท มีการส่งออกเพิ่มขึ้นไปประเทศอังกฤษ เกาหลีใต้ ขณะที่ตลาดหลักคิดเป็น 80.89% ประกอบด้วย สหรัฐ 45.53% ญี่ปุ่น 20.16% และสหภาพยุโรป 15.20%
ด้วยทิศทางของตลาดที่เติบโต และราคาผลผลิตที่ปรับตัวป็นบวก จึงกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงกุ้งขยายผลผลิต ด้วยการเพิ่มรอบการเลี้ยงมากขึ้น อีกทั้งปัญหาโรคระบาดในประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามทำให้กุ้งไทยยิ่งเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดโลกมากขึ้น จนส่งผลให้การเลี้ยงกุ้งของเกษตรกรภายในประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เพื่อที่จะเป็นการรับมือกับการเติบโตทางด้านการเพิ่มพื้นที่เพาะเลี้ยง การรักษาระดับราคาให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นโดยการสนับสนุนจากภาครัฐคือ ต้องเข้ามาดูแลในเรื่องกลไกตลาด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตไปถึงการส่งออก ความเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นกับทิศทางของตลาด ข้อมูลเหล่านี้เกษตรกรจะต้องทราบเพื่อกำหนดแนวทาง ขณะเดียวกันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกอย่าง อาทิ อาหารกุ้ง รัฐบาลต้องเข้ามาดูแล ผ่านกลไกทางด้านภาษี เช่นเดียวกันกับค่าน้ำมันเชื้อเพลิงหรือค่าไฟฟ้า ที่ใช้ในบ่อเลี้ยงสำหรับตีน้ำเพื่อสร้างอากาศ ที่รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนเช่นกัน
"เราเห็นข้อเท็จจริงที่ว่าในการเพาะเลี้ยงกุ้งยังขาดกรอบหรือยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุนอย่างชัดเจน ดังนั้น แนวทางที่เสนอไปข้างต้น จึงเป็นการสะท้อนไปจากเกษตรกรถึงกรมประมง เพื่อเสนอต่อไปยังรัฐบาลที่จะให้การสนับสนุน จะเห็นว่าที่ผ่านมา เมื่อมีปัญหาถึงขั้นที่เกษตรกรออกมาประท้วงรัฐบาลจึงจะหันมาให้ความสนใจ ทั้งที่ความเป็นจริงหากมีการวางแนวทางรองรับ จะทำให้เราสามารถติดตามปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้" ครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ให้ความเห็น
ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ต่อข้อเสนอว่าด้วยการขอให้รัฐสนับสนุนการจัดทำแผนแม่บทหรือยุทธศาสตร์ คือการที่จะเสนอเรื่องไปยังอธิบดีกรมประมง ในวันเสาร์ที่ 16 มิถุยายนนี้ เป็นการอาศัยช่วงจังหวะที่อธิบดีกรมประมงมีกำหนดที่จะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่ จ.สงขลา
"แม้ คชก.จะเข้ามาชดเชยให้ แต่หลังจากนี้หากราคากุ้งในท้องตลาดไม่ขยับราคาขึ้น ทางเครือข่ายก็จะมีมาตรการออกมาอีก เรากังขาว่าห้องเย็นซื้อกุ้งราคาถูก ด้วยการกดราคาเกษตรกร แต่ในวงจรการผลิตกลับไม่เคยประสบปัญหาขาดทุน กลไกเหล่านี้จะต้องมีการเข้าไปดูแลเพื่อปกป้องเกษตรกร ปัญหาราคากุ้งในอนาคต จะต้องมีทางออกที่ดีกว่านี้และทำให้เกษตรกรมีความยั่งยืนและมั่งคงในอาชีพ" ครรชิตกล่าว
ด้วยเหตุนี้การผลักกันให้เกิดยุทธศาสตร์เพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้ง จึงเป็นแกนขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการกำหนดความเป็นไปของอาชีพทางด้านนี้
----------
(หมายเหตุ : จากราคาตกต่ำ...สู่การทำยุทธศาสตร์ ทางรอดของอาชีพเพาะเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน : รายงานพิเศษ : โดย ... กิตติยาณีย์ สมหมาย / สันติภาพ รามสูต)
----------



