ข่าว

แบงก์เดินเกมรีดค่าตามทวงหนี้ทหารไทย-ยูโอบีเก็บ250บาท-อ้างทำตามเกณฑ์ธปท.

แบงก์เดินเกมรีดค่าตามทวงหนี้ทหารไทย-ยูโอบีเก็บ250บาท-อ้างทำตามเกณฑ์ธปท.

18 พ.ค. 2552

แบงก์พาณิชย์เริ่มเก็บค่าตามทวงหนี้จากลูกค้า ทหารไทย-ยูโอบี คิดที่ 250 บาทต่อรอบบัญชี อ้างเป็นไปตาม ธปท.กำหนดให้เรียกเก็บได้ตามต้นทุนจริง ผู้บริหารเผยลูกค้าชำระช้าลงมีมากขึ้น การใช้จ่ายผ่านบัตรหดตัวลง 10% พร้อมเตรียมแผนออกบัตรรูปแบบใหม่ช่วงครึ่งปีหลัง

รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์แจ้งว่า ขณะนี้บรรดาผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ต่างเริ่มเรียกเก็บค่าติดตามทวงถามหนี้ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ธนาคารทหารไทยได้ประกาศเรียกเก็บค่าติดตามทวงถามหนี้เป็น 250 บาทต่อรอบบัญชี ส่วนธนาคารยูโอบี ได้เรียกเก็บในอัตราเท่ากัน

 นายชานาวาซ ลาลานิ ผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้แบงก์ และกรรมการ บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการสินเชื่อซิตี้ แอดวานซ์ กล่าวว่า ธนาคารได้เรียกเก็บค่าติดตามทวงถามหนี้ในอัตรา 150-250 บาท สำหรับลูกค้าบัตรเครดิต ซิตี้แบงก์ บัตรกดเงินสด เรดดี้เครดิตและสินเชื่อซิตี้ แอดวานซ์ โดยมีขั้นตอนการทวงหนี้ก่อนเก็บตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด ซึ่งจะเก็บตามระยะเวลาการผิดนัดชำระ เช่น 1-30 วัน เรียกเก็บ 150 บาท และระหว่าง 30-179 วัน เรียกเก็บอัตรา 250 บาท

 ด้านนายธนชัย ธนชัยอารีย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้โอนหน่วยงานการติดตามทวงถามหนี้ออกไปอยู่นอกธนาคาร (เอาท์ซอร์ส) ทำให้การเรียกเก็บค่าติดตามทวงถามหนี้จากลูกค้าที่ชำระล่าช้าเพิ่มเป็น 250 บาท ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ ธปท.ที่ให้ธนาคารเรียกเก็บตามต้นทุนที่แท้จริง โดยการรจ้างบริษัทนอกติดตามหนี้จะแจกแจงต้นทุนได้ชัดเจนกว่า

 “ลูกค้าส่วนใหญ่มีจ่าย หากเป็นช่วงเศรษฐกิจดีๆ การส่งใบเรียกเก็บไปจะได้รับชำระประมาณ 90% ส่วนที่เหลืออาจจะจ่ายช้า แต่ภาวะแบบนี้เริ่มจ่ายช้าลง เหลือ 80% ที่จ่ายเมื่อได้รับใบแจ้งยอด ส่วนที่เหลือธนาคารก็ต้องเร่งตามหนี้” นายธนชัยกล่าว

 ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารมีฐานบัตรเครดิต 5 แสนบัตร และปีนี้ยังเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายคือการใช้จ่ายผ่านบัตรลดลงไปประมาณ 10% โดยขณะนี้ลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรประมาณ 2,000 บาทต่อบัตรต่อเดือน แต่หากนับเฉพาะบัตรเครดิตที่มีการใช้จ่ายสม่ำเสมอและมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่จะมียอดการใช้จ่ายต่อบัตรอยู่ที่ 5,000-8,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปี ธนาคารยังคงมีแผนที่จะออกบัตรเครดิตรูปแบบใหม่ให้กับลูกค้าในช่วงไตรมาส 3 ของปี โดยจะเน้นในการตอบสนองความต้องการทุกช่วงชีวิต

 “คนระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จำเป็นจริงๆ ถึงจะใช้จ่ายจริง เช่น การจ่ายค่าน้ำมัน อาหาร ซูเปอร์มาเก็ต ซึ่งแบงก์เองก็ไม่ได้มุ่งเน้นทำการตลาดมากนัก แม้ว่าลูกค้าบางรายจะชอบใช้จ่ายตามโปรโมชั่น แต่ก็ยังมีฐานลูกค้าที่ใช้จ่ายตามชิวิตประจำวันโดยไม่ได้สนใจโปรโมชั่น ดังนั้นความสำคัญอยู่ที่ว่าลูกค้าใช้สะดวกหรือไม่ ธนาคารจะพยายามดูแลให้ลูกค้ามีความคล่องตัวในการใช้บัตรมากกว่า” นายธนชัยกล่าว