
คุก10ปี!'ราเกซ สักเสนา'ยักยอกบีบีซี
ศาลสั่งจำคุก'ราเกซ สักเสนา' 10 ปี ปรับ 1 ล้านบาท ฐานยักยอกบีบีซี
เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ ด.3054/2552 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายราเกซ สักเสนา อายุ 60 ปี สัญชาติอินเดีย ฉายาพ่อมดการเงิน อดีตที่ปรึกษาของ นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) (บีบีซี) เป็นจำเลย ในความผิดฐานกระทำผิดพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3, 4, 307, 308, 311, 315, 334 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
โดยคดีนี้โจทก์ ยื่นฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 10 ก.พ.- 20 ก.ค.38 นายราเกซ ร่วมกับ นายเกริกเกียรติ กับพวก ซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีอาญาต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วและกับพวกที่ยังหลบหนี ร่วมกันยื่นขอสินเชื่อกู้ยืมเงินในนามบริษัทซิตี้ เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัดจำนวน 2,000,000,000 บาท จากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย โดยอ้างวัตถุประสงค์การกู้และการนำหลักทรัพย์ใบหุ้นและที่ดินมาเป็นหลักประกัน โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการทางเอกสารเสนอต่อนายเกริกเกียรติ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกและนายเกริกเกียรติไม่มีเจตนาที่จะเอาใบหุ้นมามอบให้ใช้เป็นหลักประกัน นอกจากนี้ที่ดินที่จะนำมาเป็นหลักประกันมีราคาประเมินที่แท้จริงเพียง 26,900,000 บาท ไม่ใช่ 1,350,100,000 บาทตามที่จำเลยกับพวกทำหลักฐานขึ้น ซึ่งการกระทำของพวกจำเลยเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์สินของ บีบีซีผู้เสียหายไปเป็นของจำเลยกับพวกและนายเกริกเกียรติรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,657,000,000 บาท โดยอัยการขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 1,657,000,000บาท แก่ผู้เสียหายด้วย
ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและวิเทศธนกิจของธนาคารบีบีซี เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์สินเชื่อของบีบีซี และเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยเป็นผู้จัดทำข้อมูลของบริษัทซิตี้ เทรดดิ้งฯ รวมทั้งใบหุ้นของบริษัทเอกชน 3 แห่งที่อ้างว่าบริษัทซิตี้ เทรดดิ้งฯ จะเข้าไปครอบงำกิจการ และได้นำมายื่นขอสินเชื่อกับนายเกริกเกียรติ (ที่ถูกฟ้องคดีและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำคุก 10 ปี) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 38 โดยนายเกริกเกียรติ ได้อนุมัติเงินจำนวน 1,657,000,000 บาท ให้เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 38 ซึ่งได้โอนให้กับ บริษัท ซิตี้ เทรดดิ้งฯ จำนวน 5 งวด โดยที่การพิจารณาอนุมัติไม่ได้เสนอให้สำนักวิเคราะห์สินเชื่อประเมิน อีกทั้งยังฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้การอนุมัติสินเชื่อก่อภาระผูกพันรายใหม่เกิน 30 ล้านบาท จะต้องเสนอให้กับกรรมการบริหารบีบีซี (บอร์ดบีบีซี) พิจารณาประเมินก่อน และนายเกริกเกียรติ ยังอนุมัติให้สินเชื่อไปทั้งที่ที่ดิน 11 แปลงในจังหวัดพิจิตรและจังหวัดปราจีนบุรี ไม่ผ่านขั้นตอนการประเมินของสำนักควบคุมสินเชื่อ แต่บริษัทซิตี้ เทรดดิ้งฯ กลับอ้างมูลค่าประเมินที่ดินสูงถึง 1,350,000,000 บาท ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้มีการประเมินราคาใหม่ เพราะราคาที่แท้จริงอยู่ที่ 26,000,000 บาทเศษ ซึ่งการนำที่ดินดังกล่าวมาเป็นหลักประกันสูงกว่าความจริงถึง 50 เท่า และในการอนุมัติสินเชื่อซึ่งมีจำนวนสูงให้กับบริษัทซิตี้ เทรดดิ้งฯ นายเกริกเกียรติ กลับอนุมัติสินเชื่อระยะสั้นที่ไม่มีการประเมินหลักทรัพย์ให้เรียบร้อยก่อน และได้มีการให้ใช้บัตรหมายเลข 0112J ของนายเกริกเกียรติเบิกเงินกู้เกินบัญชีให้กับ บริษัท ซิตี้ เทรดดิ้งฯ ไปซื้อเงินตราต่างประเทศ ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่าบริษัทไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบริษัทซิตี้ เทรดดิ้งและจำเลยว่า มีชื่อน้องของภรรยาจำเลยเป็นผู้จดทะเบียนไว้ที่เกาะเคย์แมน โดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 25,000 บาท โดยเงินที่ได้รับการอนุมัติบริษัทซิตี้ เทรดดิ้งไม่ได้นำไปใช้เป็นทุนประกอบธุรกิจหรือซื้อหุ้นตามที่อ้างไว้ แต่มีการโอนเงินให้บริษัทในเครือของจำเลยที่ได้ก่อตั้งไว้ 60 บริษัทเพื่อนำไปใช้หนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของพนักงานบริษัทในเครือของจำเลยที่ว่า บริษัทของจำเลยส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจ โดยปรากฏว่าการโอนเงินของบริษัทซิตี้ เทรดดิ้งฯ ให้กับบริษัทในเครือจำนวน 11 แห่ง ในจำนวนนี้มีบริษัท 3 - 4 แห่งที่ประกอบธุรกิจ แต่มีทุนจดทะเบียนเพียง 10,000 บาท และยังพบความสัมพันธ์ระหว่างนายเกริกเกียรติกับจำเลยที่ร่วมกันเปิดบัญชีในธนาคารที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งก่อนที่จำเลยถูกตั้งเป็นที่ปรึกษานายเกริกเกียรติในปี 2538 นั้น พนักงานของบีบีซีเบิกความในทำนองเดียวกันว่าจำเลยได้เข้ามาทำงานที่บีบีซีรับผิดชอบเกี่ยวกับหลักทรัพย์การเงินตั้งแต่ปี 2534
โดยพยานโจทก์ทุกปากไม่ปรากฏว่า มีเหตุโกรธเคือง จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะให้การปรักปรำจำเลย อีกทั้งโจทก์ยังมีพยานเอกสารหลักฐานแสดงเส้นทางเดินของบัญชีใช้จ่ายของจำเลย และเส้นทางการโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัทในเครือของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยและนายเกริกเกียรติได้ประโยชน์ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าการพิจารณาพยานหลักฐานต้องแสดงเอกสารต้นฉบับ แต่ศาลพิจารณาข้อกฎหมายแล้วเห็นว่าศาลสามารถพิจารณารับฟังพยานหลักฐานแวดล้อมที่ปรากฎประกอบดับสำนวนเอกสารที่มีการรับรองโดยถูกต้อง ที่จำเลยอ้างว่ามีการนำเงินไปชำระหนี้และบีบีซีไม่ได้เกิดความเสียหาย เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้ช่วยเหลือให้การสนับสนุนกรรมการผู้มีอำนาจในนิติบุคคลกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ตาม พรบ.หลักทรัพย์ฯ
อีกทั้ง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิด พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 307 308 311 315 เป็นการกระทำผิดกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบท มีอัตราโทษเท่ากัน ฐานให้การสนับสนุนช่วยเหลือฯ ซึ่งการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการเงินและการธนาคารของประเทศ รวมทั้งประชาชนผู้ฝากเงินจำนวนมาก เป็นบ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ให้จำคุก 10 ปี และปรับ 1 ล้านบาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 2 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้เงินคืนผู้เสียหาย 1,657,000,000 บาท ศาลเห็นว่าในการกู้เงินได้มีการชำระเงิน 525,000,000 บาท จึงให้จำเลยชดใช้เงินคือจำนวน 1,132,000,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายราเกซ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ได้ถูกนำตัวขึ้นรถของเรือนจำและมาถึงศาลอาญากรุงเทพใต้ก่อน 09.00 น. โดยนายราเกซมีอาการป่วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นำขึ้นรถเข็นแล้ว พาเข้าห้องพิจารณาท่ามกลางตำรวจที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ด้านหน้าห้องพิจารณากว่า 10 นาย
สำหรับคดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่ นายราเกซได้ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศ แคนนาดากลับมาดำเนินคดี ยักยอกทรัพย์ บีบีซี หลังจากที่หลบหนีไปยังต่างประเทศกว่า 20 ปี และคดีนี้ถือเป็นคดีแรกของนาย ราเกซ โดยหลังจากที่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนมา อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้นายราเกซไม่มีทนายความ คงให้ภรรยาดำเนินเรื่องเอกสารแทนเท่านั้น โดยนายราเกซยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีแน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากคดีนี้แล้ว อัยการได้ยื่นฟ้องนายราเกซในความผิดลักษณะเดียวกันนี้ต่อศาลอาญาไว้ 4 สำนวน ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบีบีซีมากกว่า 2 พันล้านบาท



