ข่าว

ช่างน่าอิจฉามีแต่คน'รักประเทศไทย'

ช่างน่าอิจฉามีแต่คน'รักประเทศไทย'

08 มิ.ย. 2555

ช่างน่าอิจฉามีแต่คน'รักประเทศไทย' : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

             ประเทศไทยจะว่าไปน่าอิจฉายิ่งนักที่คนในชาติพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “ฉันรักประเทศไทย” ฉันอยากเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้าไปไกลกว่าเพื่อนบ้านเป็นพี่เบิ้มหรือผู้ทรงอิทธิพลในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างน้อย แต่ความสับสนอลหม่านทางการเมืองทั้ง “ในและนอกสภา” ช่างขัดหูขัดตากับวาจาคำพูดที่เอ่ยอ้างเป็นอย่างยิ่ง
 
               กรณีความขัดแย้งในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติปรองดอง สะท้อนให้เห็นถึง “ความเห็นแก่ประโยชน์ในเบื้องหน้าของฝ่ายต่างๆ อย่างถ้วนหน้า” บางท่านอาจโต้แย้งว่า “เห็นแก่ตัวไม่เป็นไร ขอให้เผื่อแผ่มาให้ชาติบ้านเมืองจะได้สงบสุขเลิกหวาดระแวงทำลายล้างกันเสียที”
 
               ฝ่ายที่ไม่อยากให้พระราชบัญญัติปรองดองเดินหน้าเพราะเกิดความ “สงสัยและคลางแคลงใจในกระบวนการทางฝ่ายนิติบัญญัติ” เมื่อไม่สามารถผลักดันโดยใช้เสียงข้างมากได้ก็ต้องใช้วิธีการ “นอกรีต นอกรูปแบบ” ที่ค้านสายตาคนที่อ่อนไหวต่อภาพลักษณ์ความถ้อยทีถ้อยอาศัยของคนไทย ถึงจะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก หลายคนก็บ่นและไม่ค่อยจะยอมรับกับวิธีการที่บรรดา ส.ส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลแสดงออกต่อกันในรัฐสภา
 
               กระทั่งพูดให้ได้ยินว่า “เรื่องยังไม่เกิด ไฉนตีตนไปก่อนไข้” เปรียบเสมือนมีคนรูปร่างหน้าตาคล้ายอันธพาลเดินผ่านหน้าบ้าน ไม่แน่ชัดว่าประสงค์สิ่งใด แต่เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้ เจ้าบ้านพลันคว้าปืนผาหน้าไม้ส่องเข้าไปกระทั่งด่าวดิ้น เช่นนี้ คนที่ไม่เห็นด้วยเขาเถียงว่า “เกินกว่าเหตุ” แต่ฝ่ายที่สนับสนุนก็มองว่า “ถ้าปล่อยไปเรื่องราวอาจบานปลาย” ช้าๆ ไม่ได้พร้าเล่มงามแต่อาจเป็นพร้าบิ่นๆ บิดๆ เบี้ยวๆ” เขาเลยต้องออกมาแสดงพลัง เท่านั้นยังไม่พอยังต้องไปพึ่งบารมีองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบระงับยับยั้งไว้ชั่วคราว เพื่อขอดูให้แน่ชัดว่าใครมีจิตวิสัยจะล้มล้างการปกครองดังว่าไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
               อีกฝ่ายซึ่งอ้างว่า “รักประเทศไทยไม่น้อยไปกว่ากัน” ก็โต้เถียงถึงข้อกฎหมาย เอาหลักการแบ่งแยกอำนาจ เอาเรื่องเกียรติยศศักดิ์ศรีขององค์กรเป็น “ตัวตั้ง” ประสานกับ “มวลชนเรือนหมื่น” ออกมาชุมนุมโอบล้อม เป็นกองกำลังอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาตำรวจหรือทหารในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน กระทั่งกำลังจะกลายเป็นกรณี “ม็อบชนม็อบ” เหมือนก่อนเมษาทมิฬปีก่อน สร้างความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สินและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมนับไม่ถ้วน
 
               กล่าวคือ ทุกคนอ้างว่า “รักประเทศไทย” ใช้ประเทศไทยประกอบวาทกรรมทางการเมืองเพื่อสร้างความ “ชอบธรรม” ให้ตนเองและคนรอบข้าง ไม่มีใครเชื่อว่าตนเองกำลังทำผิด หรือเพี้ยนไปจากมาตรฐานใดๆ เพราะต่างยืนกรานในแนวทางวิธีการที่ปฏิบัติอยู่อย่างแข็งขัน ผมเองกับคนอีกจำนวนมากซึ่ง “รักประเทศไทยไม่เพียงลมปาก” รักประเทศไทยถึงขนาดเคยเลื่อนการเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะอยากใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในเวลาที่การเลือกตั้งในต่างประเทศยังไม่มีให้บริการคนไทยในต่างแดน ผมอยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงถึงขนาดยอมเสียเวลาไปหนึ่งปีเต็ม ยังไม่นับการแสดงความรักในทางที่ชอบอื่นๆ ทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่ตีฆ้องร้องป่าว แต่ดูเหมือนผมกับคนไทยอีกจำนวนมาก กำลังถูก “เหมารวม” ว่า ถ้าไม่ใช่สีเสื้อใดก็ต้องเป็นอำมาตย์หรือราษฎรเต็มขั้น ถูกขีดเส้นกำหนดบทบาทให้อยู่กับคนสองสามกลุ่ม ดังมีคนขึ้นป้ายประท้วงตั้งคำถามดังๆ ออกไปกับทุกฝักฝ่ายว่า “อย่าคิดเป็นเจ้าของประเทศ หรือคิดว่าตนนั้นรักชาติฝ่ายเดียว จะคิดอะไรทำอะไรให้ถามเจ้าของประเทศที่มองตาปริบๆ กันบ้าง”