
'อัยการ'การันตีแก้ไขรธน.ถูกต้อง
"อัยการ" หักศาลรัฐธรรมนูญ การันตีสภาแก้ไข รธน. ถูกต้อง ไม่ล้มล้างการปกครอง แต่ไม่ขอก้าวล่วงองค์กรอื่น ยันไม่จำเป็นต้องยื่นศาลรธน.ตีความ พธม.เดือดเตรียมยื่นถอดถอน "อัยการสูงสุด"
7มิ.ย.2555 ตามที่นายอรรถพล ใหญ่สว่าง รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีบุคคลและคณะบุคคล 6 ราย ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ 416 ส.ส. – ส.ว. เสนอแก้รธน. มาตรา 291 เพื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ได้เป็นประธานการประชุมของคณะกรรมการชุดดังกล่าว
ต่อมานายวินัย ดำรงค์มงคลกุล โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงว่า ต่อกรณีที่มีผู้ร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น อัยการสูงสุดเห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ที่อัยการจะเข้าไปตรวจสอบ และเนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบร้ายแรงกับผู้ถูกร้องต้องใช้ดุลพินิจอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งนี้อัยการเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ หากแต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งมีการแยกหมวดในรัฐธรรมนูญชัดเจน จึงไม่เข้าข่ายตามมาตรา 68
นายวินัยยังแถลงต่อว่า อัยการเห็นว่า ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับนั้นมีบทบัญญัติที่ชัดเจนเจนว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งรัฐ จึงมิได้มีเจตนาในการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพรมหากษัตริย์เป็นประมุข และไม่ได้เป็นการทำให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิถีที่ไม่ได้บัญญัติใน รัฐธรรมนูญ 2550
"คำร้องทั้งหกจึงไม่พอฟังว่า เป็นเหตุให้ศาลสั่งการให้เลิกการกระทำ อนึ่งการวินิจฉัยครั้งนี้ไม่เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ของอัยการไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจวินิจฉัยองค์กรอื่น" นายวินัยกล่าวและว่า
ดังนั้น จะเสนอให้นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยแต่อย่างใด
พธม.เดือดเตรียมยื่นถอดถอน"อัยการสูงสุด"
เมื่อเวลา 20.13 น. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า เป็นสิ่งที่อัยการน่าจะเข้าใจผิด เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ไม่ได้ให้อำนาจอัยการทำหน้าที่วินิจฉัย แต่มีหน้าที่ตรวจสอบเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาพันธมิตรได้เคยส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดแล้วเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้สมาชิกรัฐสภาเลิกพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทั้งสามฉบับ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แต่เมื่ออัยการสูงสุดไม่ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ พันธมิตรก็ใช้สิทธิส่งเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองในสัปดาห์หน้า
นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากอัยการสูงสุดไม่ทำหน้าที่กลุ่มพันธมิตรก็จะตัดสินใจฟ้องอาญาอัยการสูงสุด ส่วนจะฟ้องช่องทางไหนจะมีการพิจารณาอีกครั้ง เพื่อให้อัยการสูดพิสูจน์ตัวเอง หากพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องถูกถอดถอน อย่างไรก็ตามโดยทางออกเรื่องนี้ก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตัดสินทั้งหมด เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัย เพราะมีบทบัญญัติในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญโดยตรง สุดท้ายถึงจะมีการล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยใช้มือในสภาก็ตาม แต่ก็ต้องไปตัดสินที่ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดสำนวนแก้รธน.ร้องอัยการ3เดือนยังไม่ส่งศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีการสรุปคำร้องทั้ง 5 คำร้อง กรณีขอให้พิจารณาวินิจฉัยตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่า คณะรัฐมนตรี รัฐสภา พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ,นายสุนัย จุลพงศธร และคณะ และนายภราดร ปริศนานันทกุล และคณะ ได้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลทำให้เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้กับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำร้อง และเอกสารประกอบพบว่า
ข้อกล่าวหาที่ผู้ร้องทั้งหมดร้องว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ระบุ พฤติการณ์ เหตุผลไปในทำนองเดียวกันว่ารัฐธรรมนูญ 50 ไม่ได้มีบทบัญญัติให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งมาตรา 291ของรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็น ๆไป และเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 136 เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนารมณ์ให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( สสร.)ขึ้นมาโดยเสียงข้างมากยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการขอแก้ตามบทบัญญัติมาตรา 291 เพราะไม่มีญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติม ที่ต้องแสดงข้อขัดข้องของรัฐธรรมนูญมาตราใดที่ไม่สามารถใช้บังคับหรือมีปัญหาใด ๆ อีกทั้งเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มาจากการกระทำประชามติ การจะแก้ไขมาตรา 291 เพื่อให้มีส.ส.ร. ก็ต้องทำประชามติ ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งหมดที่จะเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมเป็นการฝ่าฝืนและขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 291
นอกจากนี้ การแก้ไขมาตรา 291 ให้มีคณะบุคคลที่เรียกว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาทำหน้าที่แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 2 และหมวด 3 เป็นการขัดต่อหลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การเสนอญัตติโดยไม่ปรากฎรายละเอียดในการแก้ไข เช่น การดำรงอยู่ของอำนาจอธิปไตยของรัฐไทย หรือการดำงอยู่หรือการหมดไปขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการตัดสิทธิการตรวจตรากฎหมาย เพื่อการตรากฎหมายในระบบนิติวิธีเพื่อนิติรัฐหรือนิติธรรม อีกทั้งเมื่อยกร่างเสร็จแล้ว การไม่ต้องนำกลับมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เป็นการตัดอำนาจของรัฐสภาออกไปโดยสิ้นเชิง ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างอำนาจ เป็นการทำลายหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดเจน และเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 291
“หลักการและเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับของพรรคการเมืองและรัฐบาล มีสาระสำคัญเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่นำไปสู่การยกเลิกหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งก็จะส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ โดยการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับยังเป็นการทำลายหลักการสำคัญที่รัฐธรรมนูญมุ่งคุ้มครอง หากบุคคลดังกล่าวกระทำการสำเร็จคือยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทั้งฉบับได้ก็จะเป็นการได้อำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ”
ทั้งนี้ในคำร้องทั้ง 5 คำรร้องที่ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประกอบด้วย 1. คำร้องของพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายสมชาย แสวงการ และนางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธ์ 2.คำร้องของนายวันธงชัย ชำนาญกิจ 3.คำร้องของ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ 4.คำร้องของนายวรินทร์ เทียมจรัส และคำร้องที่ 5 เป็นของ นายบวร ยสินทรและคณะรวม 10 คน โดยคำขอท้ายคำร้องของผู้ร้องทั้งหมด ขอให้ศาลฯสั่งให้ผู้ถูกร้องเลิกกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ยุบพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค สั่งให้ผู้ถูกร้องถอนร่างรัฐธรรมนูญจากการพิจารณาของรัฐสภา สั่งให้รัฐสภาระงับการออกเสียงลงคะแนนในวาระ 3 วันที่ 5 มิ.ย. และ วินิจฉัยให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเป็นอันตกไป
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้ง 5 คำร้องได้มีการระบุว่า ก่อนหน้าที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ไปยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น โดยมีถึง 3 คำร้องที่ระบุว่า ได้ยื่นต่ออัยการสูงสุดตั้งแต่ก.พ.และมี.ค. ที่ผ่านมา คือคำร้องของนายวันธงชัย ที่อ้างว่ายื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุดเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่ 23 ก.พ. คำร้องของนายวรินทร์ ระบุว่ายื่นคำร้องกล่าวโทษต่ออัยการสูงสุดให้รวบรวมข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยพลัน เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ต่อมา 3 เม.ย. ได้มีหนังสือสอบถามถึงผลการดำเนินการ จนวันที่ 15 พ.ค. อัยการสูงสุดเชิญไปสอบปากคำ จนถึงขณะยื่นศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้รับแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการของอัยการสูงสุดแต่อย่างใด และคำร้องของนายบวร ระบุว่าได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดวันที่ 6 มี.ค. ต่อมา 14 พ.ค. อัยการสูงสุดได้เชิญไปให้ถ้อยคำ แต่ยังไม่ทราบผลการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร มีเพียงคำร้องของพล.อ.สมเจตน์ และนายวิรัตน์ นั้นอ้างว่าได้ยื่นต่ออัยการสูงสุดวันที่ 29 พ.ค.ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งหากนับระยะเวลาตั้งแต่นายวันธงชัย นายวรินทร์ และนายบวร ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด จนถึงวันที่บุคคลทั้ง 3 ใช้สิทธิยื่นตรงต่อศาลฯและมีคำสั่งรับไว้พิจารณาคือวันที่ 1 มิ.ย. รวมเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนที่อัยการฯพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ซึ่งในคณะตุลาการฯก็มีการพูดคุยในการทำงานของอัยการสูงสุดที่ค่อนข้างล่าช้า และเห็นว่าหากอัยการฯ หรือผู้ร้องร้องเรื่องนี้มาแต่เนินๆ ก็จะทำให้ศาลมีเวลาในการดำเนินการและจะไม่ทำให้ศาลตกอยู่ในสภาวะถูกกระแสต่อต้านมากขนาดนี้



