
'นายกฯ'เปิดโครงการนำร่องแจกแท็บเล็ตป.1
'ยิ่งลักษณ์' เป็นประธานเปิดโครงการนำร่องแจกแท็บเล็ตเด็กป.1 โวจัดอบรมครู-ผู้ปกครอง หวั่นใช้ไม่เป็น เน้นย้ำพัฒนาศึกษาการเรียนรู้รอบด้าน
7 มิ.ย.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ "One Tablet PC Per Child" ภายใต้แนวคิด "เติมปัญญาด้วยเทคโนโลยี" โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่โครงการ "One Tablet PC Per Child" ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา จึงขอขอบคุณกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ หรือไอซีที และรัฐมนตรีประจำสำนักนายก รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะกว่าจะมาเป็นโครงการนี้ขึ้นได้ต้องใช้ความพยายาม และมีการพัฒนาเนื้อหา การจัดซื้อจัดจ้างต้องได้ราคาที่ดีและเหมาะสมมีคุณภาพ ซึ่งตามเจตนารมณ์ของนโยบายนี้ได้เห็นความสำคัญของเยาวชน เพราะเชื่อมั่นว่าการศึกษาสำหรับเยาวชนนั้นเพื่อที่จะปลูกฝักให้เด็กมีพัฒนาการที่ดี และถ้าเด็กเล็กมากเท่าใดก็จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีโดยเฉพาะเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1จะเรียนรู้ได้ไม่มีข้อจำกัด และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีก่อนที่จะไปเรียนข้างนอกโดยที่ยังไม่มีการขัดเกลาที่ถูกต้อง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมองว่านักเรียนชั้น ป.1 เป็นจุดเริ่มต้นที่จะเริ่มนำโครงการแท็บเล็ตพีซี นี้มาใช้ และขอเรียนคณะครูและผู้ปกครองว่า โครงการนี้ไม่ใช้เป็นโครงการที่แจกแท็บเล็ต แต่เป็นโครงการเติมเต็มภูมิปัญญา ภูมิความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนลูกหลานของเรา ให้มีพัฒนาการนอกเหนือจากการเรียน เพราะเชื่อว่าความรู้มีมากมายรอบตัวเรา อยู่ที่ว่าเราจะไขว่คว้าได้แค่ไหน ดังนั้น โครงการแท็บเล็ตพีซี นี้จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งที่จะพัฒนาเนื้อหาของหลักสูตรการศึกษาเพื่อพัฒนาการเจริญเติบโตทางสมองและพัฒนาการของเด็ก เยาวชน ให้มีความรู้รอบตัวในทุกๆ ด้าน จึงได้มีแท็บเล็ตพีซีนี้ขึ้นมาอย่างไร้ขีดจำกัด และจะเป็นรู้แบบใหม่ที่เกิดขึ้นและเติบโตในอนาคต
"และสิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงไม่น้อยไปกว่าผู้ปกครองถึงข้อห่วงใยว่าการใช้แท็บเล็ตพีซีนี้จะใช้อย่างไรให้ถูกต้อง จึงได้มีการอบรมครู ผู้ปกครอง และเด็กให้รู้จักการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างถูกต้องและเหมาะสม และจะสามารถค้นคว้าหาความรู้ต่างๆ ได้อย่างไร จึงได้มีระบบในการป้องกันข้อห่วงใยที่เด็กจะเข้าไปดูเนื้อหาที่ไม่เป็นประโยชน์ และจะมีวิธีเข้าไปดูเนื้อหาหลักสูตรในแท็บเล็ตที่กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุเข้าไป และอาจจะช่วยชดเชยน้องๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดที่ไม่มีหนังสือเรียนก็สามารถที่จะใช้แท็บเล็ตพีซีได้"
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเนื้อหาในแท็บเล็ตพีซีก็จะมีเนื้อหาที่เป็นรูปแบบของสื่อรูปภาพ วีดีโอเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสนใจ รวมถึงความรู้รอบตัวที่ควรจะมีนอกเหลือจากตำราเรียน และมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาทุกศาสนา หลักธรรมคำสอนให้เป็นคนดีอย่างไร มีจริยธรรม วัฒนธรรม และความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย รวมถึงพระราชกรณียกิจ โดยหลังจากที่เด็กได้มีการทดลองใช้แล้วจะมีการทบทวนและประเมินผล และปรับปรุงโครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่องสำหรับเด็กชั้น ป.1 เราจะทำงานคู่กับครู และผู้ปกครอง ในการประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงโครงการนี้ให้ทันสมัย เพื่อให้โอกาสเด็กไทยชั้น ป.1 นั้นได้รับความรู้อย่างเท่าเทียมกันไม่มีขีดจำกัด เด็กทุกคนจะได้รับการดูแลจากรัฐบาล ก็หวังว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการที่สร้างประกายให้เด็กได้รับการเรียนรู้และการพัฒนา เชื่อว่าสมองของเด็กทุกคนหากได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่เด็กจะเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด ก็เพื่อที่จะรองรับกับเทคโนโลยีที่จะเติบโตข้างหน้า การพัฒนาการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของเยาวชนไทย และเป็นรากฐานพัฒนาสำคัญของการเจริญเติบโตของประเทศแข็งแรง
"ก็ขอความร่วมมือจากครูซึ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติในการนำแท็บเล็ตไปใช้ในการส่งเสริมการเรียนการสอนเมื่อแท็บเล็ตถูกแจกจ่ายไปถึงมือของนักเรียนแล้วจะได้ใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนให้น่าสนใจมากขึ้น เด็กเรียนรู้ได้เร็วขึ้น จึงขอความร่วมมือจากคณะครูในการเก็บพัฒนาการของเด็กด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อเด็กใช้แท็บเล็ตแล้วมีพัฒนาการเช่นความรู้ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ มีพัฒนาการดีขึ้นหรือไม่ นั้นคือสิ่งที่อยากเห็น และจะเป็นความภูมิใจของรัฐบาลและของผู้ทำหน้าที่หล่อหลอมนักเรียน รวมถึงเป็นความภูมิใจของผู้ปกครองทั้งประเทศ" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
ด้าน ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้บรรจุเนื้อหาสาระ จำนวน 367 บทเรียน ใน 5 กลุ่มสาระวิชา ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ สังคม วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมทั้ง E-book 8 เล่ม มัลติมิเดีย และแอพลิเคชั่นที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาปัญญา 51 รายการ พร้อมกันนี้สพฐ.ได้เตรียมอบรมแผนอบรมครู ให้แก่ครูผู้สอนทุกสังกัด เพื่อให้ครูสามารถใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอนได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังได้จัดให้มีสายฮอทไลน์ 1111 กด 8 เพื่อสอบถามการใช้ ศูนย์ซ่อมบำรุง สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองเพื่ออำนวยความสะดวกอีกด้วย
“ผมมั่นใจว่าแทบเล็ตจะมาส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักเรียนป.1 เพราะในหลายๆประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา เมืองชิคาโกได้มีโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การใช้เครื่องแทบเล็ตกับเด็กป.1 ในเวลา 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เป็นการเปิดมิติใหม่ของการเรียนรู้ของนักเรียน และยังพบว่าเครื่องแทบเล็ตใช้เวลาว่างเพื่อการเรียนรู้มากขึ้น เช่น ฝึกการอ่าน การเขียนมากขึ้น มีโอกาสฝึกการสรุป การสร้างองค์ความรู้ และการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน นอกจากนี้ยังใช้วัดผลและประเมินผล เพื่อทำให้ทราบความก้าวหน้าของแต่ละคน หลังจากมีการใช้แล้ว 2 ปีทางเมืองชิคาโกมีแผนขยายไปยังโรงเรียนอื่นๆเมพื้นที่” ศ.ดร.สุชาติ กล่าว
ดร.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที กล่าวว่า ยืนยันว่าเครื่องแท็บเล็ตที่จัดส่งมาล็อตแรก 2,000 เครื่อง ไม่มีปัญหา เป็นเพียงข่าวลือ ซึ่งมีมาโดยตลอด โดยขณะนี้ทางไอซีทีได้ส่งจดหมายถึง บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ ให้เดินสายพานการผลิตแล้ว โดยสามารถผลิตได้ 25,000 เครื่องต่อวัน และจะส่งล็อตใหญ่ประมาณ 400,000 เครื่องในเดือนกรกฎาคมนี้ และคาดว่าจะเริ่มทำสัญญาการจัดซื้อรอบสองได้ก่อนวันหมดสัญญารอบแรก 1 วัน ซึ่งจะหมดสัญญารอบแรกในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ และคาดว่าจะสามารถจัดส่งเครื่องแท็บเล็ตรอบที่ 2 ได้ประมาณกลางเดือนสิงหาคมนี้
ด้าน นางปิติจิต ยี่สุ่นเทศ คุณครูชั้นประถมศึกษาปืที่ 1 โรงเรียนอนุบาลสามเสน (สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อุปถัมภ์) กล่าวว่า หลังจากที่ได้ใช้เครื่องแทบเล็ตนำร่องในการเรียนการสอน ร่วมกับ บริษัท อินเทล เป็นเวลา 1 เดือน พบว่านักเรียนชั้น ป.1 มีความสนใจอยากเรียนรู้มากขึ้น และนักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้น โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เพราะเด็กสามารถใช้แทบเล็ตในการทบทวนเนื้อหาจนเกิดความเข้าใจ เมื่อมีการสอบทำให้เด็กทำข้อสอบได้มากขึ้น
“เรื่องของการเรียนรู้ ใช้ได้ผลมากกับเด็กที่เรียนอ่อนในบางรายวิชา ก็จะช่วยให้เด็กที่ปกติ อาจจะเรียนกับครูเข้าใจเนื้อหาเพียง 70 % แต่เมื่อนำแทบเล็ตมาใช้ร่วมกับการเรียนรู้ทำให้เด็กเข้าใจมากขึ้นเป็น 90 % ซึ่งวิธีการเรียนการสอน จะใช้แทบเล็ตในชั่วโมงเรียนเพียง 20 นาที นอกนั้นยังคงให้ความสำคัญกับสมุดและหนังสือเรียน” นางปิติจิต กล่าว
อย่างไรก็ตามจากการนำร่องใช้งานแทบเล็ต นางปิติจิต กล่าวว่า ในช่วงแรกๆครูทุกคนก็ต้องมีการเรียนรู้ เพื่อที่จะให้รู้ว่าแทบเล็ตมีการใช้งานอย่างไร มีการปรับตัว และต้องคิดแผนการจัดการเรียนการสอนอย่างไร ดังนั้นที่ผ่านมาตนก็นำแผนการสอนเดิมมาประยุกต์ให้มีอุปกรณ์แทบเล็ตเข้ามาอยู่ร่วมด้วย แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะใช้แทบเล็ต ในห้องเรียนตลอดเวลา ซึ่งตนยังให้ความสำคัญกับสมุดและหนังสืออยู่ อย่างไรก็ตาม ได้เสนอไปทาง ศธ.แล้วว่าอยากให้มีครูผู้ช่วยโรงเรียนละ 1 คน เพื่อช่วยในการดูแลเรื่องเทคนิคคอมพิวเตอร์ เพราะครูไม่สามารถดูแลเด็กทั้ง 45 คนได้ทั่วถึง และที่ผ่านมาก็เกิดความล่าช้าเวลาเครื่องขัดข้อง



