ข่าว

อดีตปธ.สภาฯสายพท.หนุนลงมติแก้รธน.

อดีตปธ.สภาฯสายพท.หนุนลงมติแก้รธน.

07 มิ.ย. 2555

"อดีตปธ.สภาฯ" สายเพื่อไทย หนุนเดินหน้าลงมติแก้ รธน. วาระ 3 เหน็บ "วสันต์" เป็นคนไทยต้องใช้กม.ไทย "จตุพร" ลั่นแก้รธน.ยุบ "ศาล" แน่ชี้ไร้ความชอบธรรม ปชป.ประเมินสถานการณ์นทีต่อนาทีเข้าร่วมประชุมได้หรือไม่

               เมื่อเวลา 15.00 น.  วันที่ 7 มิ.ย. 2555นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายโภคิน พลกุล และนายสุชน ชาลีเครือ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตประธานรัฐสภาและอดีตประธานวุฒิสภา ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3

               นายโภคินกล่าวว่า ได้ปรึกษาหารือกันและดูจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ และประเพณีการปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตยในช่วงที่ผ่านมา ได้ความเห็นสรุปว่าศาลไม่มีอำนาจออกคำสั่งกับรัฐสภา เพราะหากมีกรณีที่ทำได้เช่นนี้ต้องมีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะอำนาจของสามองค์กรนั้น องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะไปก้าวล้ำการใช้อำนาจขององค์กรอื่นไม่ได้ แต่ทั้งสามองค์กรจะมีการตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ เช่น ถ้าสภาฯ ออกกฎหมายมาแล้วขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งคดีไปสู่ชั้นศาล ก็เป็นเรื่องของคู่ความที่จะส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลต้องรอการพิจารณาไว้ก่อนตามรัฐธรรมนูญ หรือกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติผ่านทั้งสองสภา โดยนายกฯ ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป หากมีคนโต้แย้งว่าร่างดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ นายกฯ จะต้องชะลอการดำเนินการเอาไว้ก่อน ซึ่งทุกเรื่องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

               นายโภคิน กล่าวอีกว่า การกำหนดนโยบายของฝ่ายบริหารจะถูกตรวจสอบโดยสภาฯ และศาลว่ากระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งแต่ละองค์กรต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเพื่อให้ถ่วงดุลกัน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งรัฐสภาฯได้ ก็สั่งวุฒิสภาหรืออยู่ดีๆ สั่งศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองได้อีก ทั้งๆ ที่ทุกองค์กรใช้อำนาจอธิปไตยในนามของประชาชนทั้งสิ้น

               ส่วนกรณีที่มีการโต้แย้งกันว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรและต้องปฏิบัติตามนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องเป็นคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา ซึ่งจะออกคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาได้นั้น ต้องมีขั้นตอน เช่น ต้องมีองค์คณะในการประชุมอย่างน้อย 5 คน แต่ละท่านต้องทำคำวินิจฉัยส่วนตนมาก่อน และแถลงต่อที่ประชุม และหากจะมีคำวินิจฉัยส่วนกลางต้องพูดถึงความเป็นมา ข้อกล่าวหาและสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เหตุผลและการอ้างอิงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นี่คือคำวินิจฉัย ดังนั้นคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันกับองค์กรใดเลย เป็นแค่คำสั่งซึ่งอาศัยข้อกำหนดที่ตนเองออกมาไปโยงกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งกรณีการใช้วิแพ่งนั้นก็ต้องให้คนไปร้องขอให้ศาลสั่ง ซึ่งก็ไม่ได้มีการขอ

               นายโภคิน กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญบอกว่าต้องออก พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี ซึ่งตอนนี้เกินและยังไม่ได้ออก ระหว่างชั่วคราวนี้ก็ให้ออกเป็นพระราชกำหนดไปก่อน เท่ากับว่าวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญออกโดยคน 9 คน แต่ไปกำหนดให้สมาชิกรัฐสภา 500 คนปฏิบัติตามข้อกำหนดที่คน 9 คนกำหนด ซึ่งถ้าเป็นพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญและออกโดยสภาฯ ที่มาจากประชาชน และไปกำหนดให้สภาฯ ต้องฟังศาลรัฐธรรมนูญ แบบนั้นยังพอเข้าใจได้ว่ามาจากประชาชน ดังนั้นถ้าให้ศาลรัฐธรรมนูญออกคำสั่งเช่นนี้ได้ จะกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยและการทำงานของสภาฯ

               นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ประธานสภาฯ และอยู่ในช่วงของรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยมีศาลรัฐธรรมนูญในช่วงนั้น รัฐสภาได้ทำงานกับศาลรัฐธรรมนูญในหลายเรื่อง แต่ตนไม่เคยเห็นศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรของศาลมีคำสั่งมายังรัฐสภา เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือมายังประธานรัฐสภา และมีรายละเอียดมาถึงเลขาธิการรัฐสภาเพื่อให้ชะลอการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3  ซึ่งตนกังวลว่าหากบังเอิญทางรัฐสภาปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ โดยการชะลอการลงมติร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ตามคำสั่งของศาล ต่อไปรัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยอาจจะถูกอำนาจอื่นมาสั่งการได้อีก

               "ทั้งนี้ ระบบของประชาธิปไตยทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและตุลาการ ต้องแยกอำนาจกันชัดเจน ไม่เช่นนั้นความเป็นประชาธิปไตยจะถูกทำลาย ประชาชนไม่มีที่พึ่ง ดังนั้นโดยส่วนตัวซึ่งเคยทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เห็นว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่มาถึงรัฐสภา เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและถ้ารัฐสภาปฏิบัติตาม ก็จะเป็นบรรทัดฐานที่ไม่เหมาะสม และไม่สมควรที่รัฐสภาต้องปฏิบัติตาม ในอดีตตั้งแต่ปี 2475 รัฐสภาเป็นองค์กรที่มีอำนาจออกกฎหมายตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ดังนั้นอยากให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภา คลายกังวลว่าไม่มีใครสั่งรัฐสภาได้ และมีความเป็นอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะการลงมติวาระ 3 ซึ่งไม่มีใครสั่งชะลอการลงมติได้ ไม่อย่างนั้นจะเสียหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" นายมูหะมัดนอร์ กล่าวและว่า

               ในส่วนของมาตรา 68 นั้น ต้องดูเจตนารมณ์ว่าตราขึ้นเพื่ออะไร ซึ่งการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งดำเนินการกันมาตั้งแต่วาระรับหลักการจนมาถึงการลงมติวาระ 3 แต่ตุลาการใช้วิธีการมั่วที่สุด เอามาตรา 68 มาใช้ ซึ่งต้องการลบล้างหรือหยุดยั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเสนอแก้กฎหมายตามหน้าที่ ตนไม่เคยเห็นครั้งไหนที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้รัฐธรรมนูญมั่วๆ ขนาดนี้  ซึ่งตนเห็นด้วยกับนักกฎหมายและคณบดีหลายๆ ท่าน ที่ยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญผิดตั้งแต่ต้น ไม่ควรไปรับคำร้องดังกล่าว 

               ผู้สื่อข่าวถามว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษระบุชัดว่าการยื่นคำร้องเป็นเรื่องของผู้ทราบไม่ใช่เรื่องของอัยการสูงสุดเพียงอย่างเดียว นายโภคินกล่าวว่า เวลาตีความรัฐธรรมนูญใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยนั้น ศาลไทยใช้กฎหมายไทยหมด ไม่ได้ใช้กฎหมายต่างประเทศ แต่นี่ไปอ้างภาษาอังกฤษขึ้น ทั้งที่ภาษาอังกฤษเป็นคำแปลของภาษาไทย ซึ่งอาจจะแปลถูกหรือผิดได้ และแน่ใจหรือว่าคำแปลที่เขาแปลหมายถึงการยื่นได้ 2ทาง เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่าให้ไปร้องอัยการสูงสุด เพื่อสอบสวนและยื่นศาลรัฐธรรมนูญต่อไป คำมันอยู่ในประโยคเดียวกันหมด นักกฎหมายจะตีความให้มั่วอย่างไรก็ได้ ถามว่าผู้ร่างกฎหมายต้องการให้คนไปยื่นพร้อมกัน 2 ทางใช่หรือไม่ ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้

               นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวเสริมด้วยว่า เรื่องนี้ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญไทย ในประเทศไทย และนายวสันต์ก็เป็นคนไทย ดังนั้นต้องใช้รัฐธรรมนูญที่เขียนด้วยภาษาไทย ยกเว้นว่าเรื่องนี้ต้องไปขึ้นศาลต่างประเทศและตุลาการรัฐธรรมนูญเหล่านั้นเขาอ่านภาษาไทยไม่ได้ ตนไม่คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอ้างเอาคำแปลของรัฐธรรมนูญที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ้างกับคนไทย ถ้าไปอ้างกับฝรั่งก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่น่าจะมีประเด็นนี้มาอ้าง


"จตุพร"ลั่นแก้รธน.ยุบศาลชี้ไร้ชอบธรรม

               ผู้สื่อข่าวรายงานถึง บรรยากาศการชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณ หน้ารัฐสภา ได้มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นเวทีปราศรัยของบรรดาแกนนำ จนมาถึง เวลา 15.00น.นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ได้ขึ้นเวทีปราศรัย  มีใจความตอนหนึ่ง ว่า ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหา ในเรื่องความชอบธรรม ทำให้ในอนาคตเมื่อมีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ  จะดำเนินการแก้ไขเพื่อยุบศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน  เพราะที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่าได้สร้างแต่ปัญหามาตลอด โดยเฉพาะเรื่องนี้ ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เขียนชัดแล้วว่า ต้องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องเท่านั้นไม่ให้ประชาชนยื่นเองได้โดยตรง


“เทพไท”ชี้ปชป.ประเมินสถานการณ์นทีต่อนาทีเข้าร่วมประชุมได้หรือไม่

               นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 8 มิ.ย.ว่า พรรคมีความวิตกกังวลว่า การมาชุมนุมของคนเสื้อแดงที่บริเวณหรือรัฐสภา พร้อมกับมีการตั้งตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเถื่อนขอตรวจสอบรถของผู้ที่เข้า-ออกนั้น เชื่อมั่นว่าจะไม่เป็นผลดีกับส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนที่ตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อแดง พฤติกรรมอย่างนี้ถือว่าผิดกฎหมาย และแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลที่เป็นผู้กุมอำนาจรัฐแต่ไม่สามารถใช้เจ้าหน้าที่รัฐปกป้องสมาชิกรัฐสภา กลับให้คนเสื้อแดงที่เป็นองค์กรเถื่อนมาใช้อำนาจจัดการกับปัญหาแทน ซึ่งไม่มีความปลอดภัยหรือความมั่นใจให้กับสมาชิกรัฐสภา

               นายเทพไท กล่าวอีกว่า มีการแจ้งข่าวว่ามีการสั่งการไปยังนายอำเภอในเขตปริมณฑลของกทม.ให้ระดมคนเข้าร่วมการชุมนุมอำเภอละ300 คนเป็นอย่างน้อย ตอนนี้เรากำลังตรวจสอบหาหลักฐานมายืนยัน และอยากให้นายกฯ ตอบคำถามนี้ และอยากตั้งข้อสังเกตุของการชุมนุมครั้งนี้ว่า เป็นการปากว่าตาขยิบ และรู้เห็นของรัฐบาลหรือไม่ ทั้งนี้ หากอยากให้การประชุมสงบ เรียบร้อย นายกฯ ควรส่งสัญญาณไปยังแกนนำคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาล ให้สลายการชุมนุมเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาได้เข้าไปประชุมโดยสะดวกและปลอดภัย

               นายเทพไท  กล่าวต่อว่า ทางพรรคจะมีการประเมินสถานการณ์ในวันที่ 8 มิ.ย.แบบนาทีต่อนาทีว่าจะสามารถเข้าร่วมประชุมได้หรือไม่ เพราะหากมีการปิดกั้น ไม่ให้รถเข้า แล้วให้เดินเท้าเข้าสภา เราขอปฏิเสธ เพราะมีส.ส.หลายคนคนตกเป็นเป้าหมายของคนเสื้อแดง ซึ่งไม่มีหลักประกันความปลอดภัยในพฤติกรรมดิบ ถ่อย เถื่อน ของคนเสื้อแดง ดังนั้น หากประธานสภาฯ และนายกฯ ไม่สามารถมีหลักประกันเรื่องความปลอดภัยได้ เราก็ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ทั้งนี้ คงต้องประเมินว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการสลายในคืนนี้ หรือเช้าวันพรุ่งนี้หรือไม่ หากสลายการชุมนุมสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเดินทางไปที่สภาก่อน แต่หากไปแล้วมีปัญหาก็ให้ส.ส.มาพบกันที่พรรค

               “ประเมินว่าในการประชุมวันพรุ่งนี้ มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการลักไก่ฉวยโอกาสให้ลงคะแนนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 เชื่อว่าจะมีคนเสนอญัตติให้มีการลงมติโดยไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยเสียงข้างมากยกเว้นข้อบังคับการประชุมแล้วลงมติวาระ 3 ด้วยวิธีการขานชื่อได้ทันที เราคาดว่าเป็นทางออกที่รัฐบาลต้องทำให้เสร็จ ถ้าคาราคาซังจะกระทบกับสมาชิกในการปิดสมัยประชุมสภา เป้าหมายคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยากให้จบเร็ว ถ้าเขาทำได้ คิดว่าเขาทำแน่ เราก็ไม่สามารถทัดทานได้ เพราะเป็นเสียงข้างน้อย อย่างดีก็ทำได้แค่อภิปรายคัดค้าน ส่วนจะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในสภาเป็นครั้งที่3 หรือไม่ ไม่มีใครคาดคิดได้ ขึ้นอยู่กับการทำตัวของประธานในที่ประชุม ซึ่งเราก็ยืนยันว่าไม่ร่วมสังฆกรรมในการลงมติ และอาจจะต้องมีการวอล์คเอาท์อยู่แล้ว”นายเทพไทกล่าว

               นายเทพไท กล่าวอีกว่า ส่วนที่เวทีคนเสื้อแดงมีการประกาศแจกเบอร์โทรศัพท์ของภรรยา และลูกของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สมควรที่ต้องประณาม เพราะมีพฤติกรรมแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม คนในครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของศาล รัฐธรรมนูญ การที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กร้าวร้าวท้าทายให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญมาดีเบตด้วยนั้น ตนเชื่อว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญคงไม่ลดตัวมาดีเบตด้วย เพราะร.ต.อ.เฉลิมไม่มีปัญญาพอที่จะไปดีเบตกับได้ แม้จะอ้างว่าเป็นดร.ด้านกฎหมาย แต่ก็คิดว่ารู้กฎหมายแค่งูๆ ปลาๆ เท่านั้น อย่าสอนหนังสือให้สังฆราชเลย

ปชป.จี้รัฐบาลปิดสภาคลายปมขัดแย้ง

               นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.นัดพิเศษ เพื่อประเมินสถานการณ์บ้านเมือง ว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์และแสดงความห่วงใยต่อความตึงเครียดที่เกิดขึ้น โดยเห็นว่ารัฐบาลจะต้องคลายปมความขัดแย้งเฉพาะหน้าด้วยการปิดสมัยประชุมสภา ที่สำคัญคือ ต้องยุติการผลักดันรัฐธรรมนูญและกฏหมายปรองดองหรือกฎหมายล้างผิดที่เป็นประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายนายกรัฐมนตรีและพวก เพราะไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชน

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคได้ออกแถลงการณ์ 4 ข้อ คือ 1. เรียกร้องรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยให้หยุดผลักดันกฏหมายปรองดองที่มีเนื้อหาล้างความผิด และหยุดความพยายาที่จะผลักดันการลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้รอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย  2.ขอให้รัฐบาลเร่งเสนอพระราชกฤษฏีกาปิดสมัยประชุมรัฐสภาโดยเร็ว เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและความระแวงในสังคม 3.ขอให้รัฐบาล พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง ยุติพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงในบ้านเมือง โดยเฉพาะการปลุกระดมมวลชนให้ต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งหน่วยงานราชการต้องไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการระดมคนเข้ามาร่วมชุมนุม และ4.ขอให้รัฐบาลให้ความใส่ใจต่อปัญหาเศรษฐกิจ เตรียมรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป แก้ปัญหาปากท้องประชาชน และดูแลชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัตโดยเร่งด่วน

               “ทั้งหมดนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่านายกฯจะทำเพื่อบ้านเมืองหรือยึดผลประโยชน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ รัฐบาล พรรคเพื่อไทย  เพื่อให้บ้านเมืองได้รับโอกาสเดินหน้า พรรคยืนยันว่า การต่อต้านกฏหมายล้างผิด หรือการค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปเพื่อรักษาระบบยุติธรรม ไม่ได้คิดล้มล้างรัฐบาล และขอให้รัฐบาลทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าพรรคจะเดินหน้าทำหน้าที่ในรัฐสภาเพื่อยับยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง โดยในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 8 มิ.ย. นั้นทางพรรคยังไม่ทราบสถานการณ์พรุ่งนี้เป็นอย่างไร เพราะไม่ชัดเจนว่า กลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนุมที่หน้ารัฐสภาจะยืดเยื้หรือไม่  เนื่องจากมีข่าวว่าผู้ชุมนุมตั้งด่านตรวจรถที่เข้า ออก รัฐสภา ซึ่งจะทำให้สมาชิกรัฐสภารู้สึกไม่ปลอดภัย จึงเรียกร้องให้้รัฐบาลดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และรัฐบาลต้องทบทวนตัวเองเพราะความขัดแย้งเกิดจากรัฐบาลเนื่องจากการผลักดันผลประโยชน์ส่วนตัว  ที่สำคัญฯมีความเคลื่อนไหวของหน่วยราชการและบุคลากรภาครัฐมาเกี่ยวข้องกับการเมือง รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องเหล่านี้ ไม่สร้างปมขัดแย้งเพิ่มเติมอีก

               ผู้สื่อข่าวถามว่า  ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ​ผบ.ตร. ประกาศไม่ยอมให้กลุ่มพันธมิตรปิดล้อมสภา แต่กลับยอมให้คนเสื้อแดงชุมนุมเต็มพื้นที่หน้าสภา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถาม ผบ.ตร.ว่าทำไมการปฏิบัติต่อมวลชนจึงไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และรู้สึกไม่สบายใจที่แกนนำเสื้อแดงนำข้อมูลส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปประกาศบนเวที โดยเห็นว่าเป็นพฤติกรรมข่มขู่คุกคามที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งพยายามทำให้เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์เกลียดชังต่อองค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยข้อกฎหมายมากเท่าไหร่ก็เป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมมากเท่านั้น  ทั้งนี้การวินิจฉัยของตุลาการและองค์กรอิสระย่อมมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ ซึ่งที่ผ่านมาศาล รธน.วินิจฉัยหลายเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย เช่น การออก พรก.  2 ฉบับ และถุงยังชีพ แต่ก็เคารพคำวินิจฉัยทุกประการ ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ใช่ไม่พอใจก็ปลุกระดม ซึ่งเป็นการทำลายระบบยุติธรรม และนิติรัฐโดยตรง