
หมดเวลาพี่เลี้ยงดูแล
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และประเทศคู่เจรจา ทั้ง 15 ชาติ ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน นี้ ที่ จ.ภูเก็ต ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพต้องเลื่อนออกไปอย่างกะทันหัน
หลังจากคู่เจรจาจาก 3 ชาติ คือ จีน กาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะเดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มั่นใจในสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทย
ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี “ตัดสินใจ” เลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ไปในเดือนตุลาคม 2552 แทน
ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลจะเรียกความศรัทธาและความเชื่อมั่นจากนานาประเทศกลับคืนมา
โดยเฉพาะประเทศคู่เจรจาจากทั้งสามชาติ เพราะทั้งสามชาติ ถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญ และมีอิทธิพลในแถบอาเซียน
รัฐบาลยังต้องเร่ง “สะสาง” ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะ “สี” ต่างๆ ที่อาจจะเป็น “อุบัติเหตุ” ทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมอาจเกิดปัญหา
การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ “เบ็ดเสร็จ” เด็ดขาด จะยิ่งทำให้ปัญหาทับถมเหมือนเป็น “ดินพอกหางหมู” และส่งผลให้ปัญหาจะไปกระจุกตัวยิ่งทำให้รัฐบาลแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น
ประเด็นการแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” ฉบับปี 2550 ที่เกิดขึ้นจากการ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา อาจจะกลายเป็นปัญหาหนักที่ “รัฐบาล” ควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่
แม้ว่า “ประมุข” ทั้งสามฝ่ายคือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ จะเห็นมีความเห็นสอดคล้องที่จะให้ “ทุกฝ่าย” เข้ามามีส่วนร่วมในการระดมมันสมองในการแก้ไขปัญหาของชาติก็ตาม
โดยเฉพาะการ “ผุด” คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี นั่งแท่นเป็นประธานคณะกรรมการฯ
ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเข้ามา “จัดสรร” ปัญหารอยร้าวที่เกิดขึ้นจาก 2 ขั้วอำนาจใหญ่ คือ ขั้วอำนาจ “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน” โดยเฉพาะขั้วอำนาจของฝ่ายค้าน ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “ถือหาง” อยู่
ถ้าคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถเกิดขึ้นได้จริง และสามารถทำให้ “บ้านเมือง” เกิดความสงบเรียบร้อยที่ไม่มีการแบ่งขั้วอำนาจ ก็จะทำให้ปัญหาทุกอย่างจบสิ้นบริบูรณ์
หากไม่เป็นอย่างที่หลายคนคาดหวัง ตัวแปรสำคัญที่จะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาก็ไม่พ้น “กองทัพ” ที่จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ
แต่ตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง
แม้ว่าที่ผ่านมา “กองทัพ” จะช่วยกันประคับประคองรัฐบาลคล้ายกับ “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” ก็ตาม
นับจากนี้ไป "กองทัพ” อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะต้องให้ "รัฐบาล" พิสูจน์ตัวเอง ในการวางตัวกับ “สถานการณ์การเมือง” ในปัจจุบัน
สั่งกำลังพลกลับเข้ากรม กอง และปล่อยให้ รัฐบาล เดินหน้าแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วยตัวเอง
เพราะหาก “กองทัพ” หรือ “พล.อ.อนุพงษ์” ยังเข้าไปมีบทบาทในทางการเมือง หรือเข้าไปยุ่งวุ่นวายจะยิ่งทำให้ปัญหาบ้านเมืองไม่จบสิ้น
ขณะนี้ “กองทัพ” ทำได้แค่เป็น “พี่เลี้ยง” คอยติดตามสถานการณ์ดูห่างๆ
เพราะหากยังแสดงตัว “ชัดเจน” ว่าอยู่เบื้องหลังในการเป็น “แบ็ก” ให้แก่รัฐบาล อาจจะเกิดปัญหารอบใหม่
ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น "ความเชื่อถือ-ความศรัทธา” ของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย ก็จะยิ่งหันหลังไม่เอา "ประเทศไทย"
ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ
กองทัพก็ต้องเร่งกลับเข้ากรม กอง เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ
ทีมข่าวความมั่นคง



