ข่าว

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

07 มิ.ย. 2555

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดย นายประชา ช้ำชอก [email protected]

               4-5 ปีก่อนนี่ มีศัพท์แสงทางการเมืองหลายคำ หลายประโยคเป็นที่แพร่หลาย ฮอตฮิตเหลือเกิน ใครต่อใครต่างพากันหยิบยกขึ้นมาใช้ ได้เอ่ยปากพูดขึ้นมามันโก้เก๋ แลดูเท่เสียเหลือเกิน
 
               รวมไปถึงชื่อบุคคลบางคน ที่ได้พาดพิงถึงเมื่อไรเป็นสร้างความคึกคัก ฮึกเหิม
 
               ชุดของศัพท์แสง คำพูดคำจา ชื่อบุคคลที่เคยฮอตฮิต ได้แก่ เผด็จการ ไพร่ อำมาตย์ สองมาตรฐาน ก้าวข้ามทักษิณ และพลเอกเปรม ฯลฯ
 
               สมัยก่อนนี่ คิดอะไรไม่ออกบอกไม่ถูก หาเหตุผลอะไรอรรถาธิบายไม่ได้ พลันที่โพล่งคำว่า เผด็จการ อำมาตย์ สองมาตรฐาน ก้าวข้ามทักษิณ ออกไปแล้วตามด้วยชื่อพลเอกเปรม เท่านั้นเป็นเรียบร้อย ผงกหัวพยักหน้า กู่ก้องร้องตะโกนตามกันทั้งบ้านเมือง
 
               แต่เพียงไม่ถึงหนึ่งปีที่พรรคเพื่อไทยได้มาซึ่งอำนาจรัฐ มีนายกรัฐมนตรี ชื่อ ยิ่งลักษณ์ นามสกุล ชินวัตร เท่านั้น ศัพท์แสง ชื่อบุคคลที่เคยฮอตฮิตกลับไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึง
 
               พูดไปพาลให้แสลงหู บาดใจบรรดาแกนนำคนเสื้อแดงซึ่งได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาล และรัฐสภาเสียด้วยซ้ำ
 
               กลายเป็นถ้อยคำ หรือประโยคที่ล้าสมัยไปแล้วหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
 
               ครั้นเกิดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ 3 ออกไปเท่านั้น ดูเหมือนว่า ศัพท์แสงที่เคยล้าสมัยจะถูกนำกลับมาพูดจา เอ่ยถึงอีกครั้ง เช่นคำว่า อำมาตย์ หรือชื่อของพลเอกเปรม แม้จะยังไม่ฮอตฮิตเหมือนก่อนก็ตามที
 
               นักวิชาการ ปัญญาชนจำนวนหนึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบกันอย่างแข็งขัน
 
               ช่างตรงกันข้าม ไม่เหมือนกับกรณีของความพยายามรวบรัดผลักดัน ร่าง พรบ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ที่เสนอโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งคาบเกี่ยวในห้วงเวลาเดียวกันเลยแม้แต่น้อย
 
               เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบจากนักวิชาการ ปัญญาชน เบาหวิวดังปุยนุ่น
 
               ทั้งๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้ชะลอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรวบรัดผลักดัน ร่างพรบ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเนื้อแท้มุ่งที่จะลบล้างความผิด คืนทรัพย์สินให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหลัก โดยมีคนเสื้อแดงที่ติดคุกติดตะรางไม่กี่สิบคนเป็นผลพลอยได้
 
               ต่างล้วนเป็นกรณีของการหยิบยกตัวบทกฎหมายขึ้นมาเป็นเครื่องมือ อ้างดุลพินิจ อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยเสียงข้างมาก พาไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองต้องการ มิได้มีความผิดแปลกแตกต่างไปจากกันเลย
 
               ถ้าจะไม่ชอบธรรมก็ต้องไม่ชอบธรรมทั้งสองกรณี
 
               หากให้ยอมรับกับระบบ บอกต้องกล้ำกลืนฝืนทนไป 4 ปี ทำไมจึงจำยอม อดทนกับองค์กรอื่นไม่ได้
 
               เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ค่อนข้างพิสดารทีเดียวกับท่าที พฤติกรรมของนักวิชาการ ปัญญาชนในประเทศนี้ ซึ่งปกติทางปฏิบัติที่ผ่านมามักจะตรวจสอบ ถ่วงดุลกับอำนาจรัฐ โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรด้วย เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประชาชน
 
               แต่ยุคสมัยปัจจุบันทุกวันนี้ ปัญญาชนภิวัฒน์ กลับคอยจ้องตรวจสอบแต่องค์กรอิสระ ถ่วงดุลฝ่ายค้าน บางคนไปไกลถึงขนาดออกแรงหาบหามรัฐบาลโดยไม่อับอายเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ความเป็นนักวิชาการ