ข่าว

'ปรองดอง'

'ปรองดอง'

07 มิ.ย. 2555

'ปรองดอง': กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ [email protected]

   “สมภารที่เซ้งโบสถ์  มาขอสงฆ์ปลงอาบัติ  
   ขุนมารขอเข้าวัด   มาลบโทษมลทินมาร  
   หุ่นผีที่โม่แป้ง     ก็ปั้นแป้งเข้าแปลงสาร
   ตุ๊กตาเสียกบาล   ตะบันตะเบ็งว่าปรองดอง”...
        (“ปรองดอง” / เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
 
               ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ หรือว่ากฎหมายปรองดองที่พยายามจะออกมาในเวลานี้ ไม่ว่าจะฉบับไหนล้วนแต่ว่าด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้มีความผิดทางการเมืองโดยเฉพาะ และครอบคลุมระยะเวลาเหตุการณ์ทางการเมืองจากปัจจุบันต่อเนื่องขึ้นไปถึงอดีตยาวเกือบ ๖ ปี โดยไม่มีอะไรรับประกันว่าจะเกิดความปรองดองได้นอกจากชื่อของกฎหมาย
 
               กฎหมายฉบับนี้จึงมีลักษณะตามที่คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ได้แต่งไว้เป็นคำกลอนข้างบนนั่น คือ “ขุนมารขอเข้าวัด มาลบโทษมลทินมาร” มากกว่าเรื่องความปรองดองของผู้คนในชาติ
 
               ยกตัวอย่างร่างกฎหมายความหนึ่งที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้เสนอมีว่า “ให้บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 หากมีการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง”
 
               แล้วยิ่งกว่านั้นก็คือ “แม้ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้สิ้นสุดโทษปล่อยตัวทันที” นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นกฎหมายที่มุ่งจะลบล้างความผิดให้แก่บุคคลหรือปล่อยคนออกจากคุก ทั้งที่ได้มีคำพิพากษาความผิดไปแล้ว
 
               ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นการลบล้างความผิดให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร โดยเฉพาะเรื่องความปรองดองของผู้คนในชาติเป็นแต่เพียงข้ออ้างเท่านั้น เช่นเดียวกับการใช้รัฐสภาของประเทศมาลบล้างอำนาจของตุลาการที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้บัญญัติไว้
 
               ไม่มีใครยอมหรอกครับเรื่องลุแก่อำนาจและมักง่ายขนาดนี้
 
               ทั้งนี้ไม่ว่ารัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยจะมี ส.ส.เต็มสภาหรือว่ามากขนาดไหน ประเทศชาติบ้านเมืองจะต้องเกิดกลียุคลุกเป็นไฟแน่นอน ด้วยกฎหมายที่ออกมาอย่างย่ามใจอย่างนี้
 
               ใครที่คิดออกกฎหมายนี้มีแต่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องอยู่ไกลจากบ้านเกิดออกไปทุกขณะ ยิ่งทำให้คนไทยเกิดแตกแยกฆ่าฟันกันถึงล้มตาย ใครที่คบคิดกันออกกฎหมายนี้ ที่สุดแล้วก็อาจจะไม่มีแผ่นดินอยู่เช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ
 
               เรื่องการสร้างความปรองดองความสามัคคีในชาติและการให้อภัยซึ่งกันและกันด้วยเมตตาธรรมล้วนเป็นเรื่องดี และควรกระทำอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการพวกมากลากไปอย่างน่าละอายเช่นนี้ เพราะฝ่ายตรงข้ามกับพ.ต.ท.ทักษิณ ต่างก็มีพรรคพวก มีหัวคิด มีมือ มีตีนไม่ต่างกัน เรื่องอย่างนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย
 
               วิธีสร้างความปรองดองของคนในชาติเวลานี้เป็นเรื่องใหญ่จะต้องใช้กระบวนการที่ละเอียดลึกซึ้งกว้างขวาง และรับฟังความเห็นจากทุกส่วนทุกฝ่าย ลำพังสนธิ ยิ่งลักษณ์ ต่อให้รวมเฉลิม จตุพร ณัฐวุฒิ บรรหาร สนั่น เสนาะ ทำฝ่ายเดียวไม่ได้ นอกจากจะจงใจเห็นบ้านเมืองเละเทะและมีแต่ความวุ่นวาย
 
               น่าแปลกหลังเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะและคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยอมรับผลเลือกตั้งให้เป็นรัฐบาลปกครองประเทศแล้ว แทนที่จะมุ่งบริหาร ดูแลประชาชนและประเทศให้เกิดความสงบสุข และเจริญก้าวหน้า ตลอดระยะเวลาร่วม 10 เดือนมานี้ กลับมีแต่หมกมุ่นครุ่นคิดที่จะหาทางเอา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศให้ได้โดยไม่มีความผิด
 
               ทั้งที่รู้ดีว่า ยิ่งหักยิ่งแตก ยิ่งรวบรัดยิ่งยืดเยื้อ และทักษิณคงไม่มีทางได้กลับมาอย่างเท่ๆ แน่ๆ
 
               หรือว่าแท้จริงแล้ว ทั้งใครในพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่อยากจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา ถึงได้ก่อเรื่องให้กลุ่มพันธมิตรที่สลบไปแล้วได้ลุกฟื้นคืนมาอีก
 
               การเมืองเรื่องปรองดองคราวนี้น่าจะสลับซับซ้อนกว่าที่คิดกันครับ