ข่าว

'แม้ว' ไม่หวังแค่กลับบ้านเร็ว?

'แม้ว' ไม่หวังแค่กลับบ้านเร็ว?

06 มิ.ย. 2555

'เกม' ปลดล็อกทุกคดี พ่วงเงินคืน 4.6 หมื่นล้าน 'แม้ว' ไม่หวังแค่กลับบ้านเร็ว?

ความจริง ต้องบอกว่า เหนือความคาดหมายของหลายคน ที่อยู่ๆ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ และประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ก็ยื่นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. .. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2555

 โดยมี 8 มาตรา และสาระสำคัญเริ่มจาก มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

 มาตรานี้ มีอีกสองวงเล็บ แต่โดยรวมก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หมายถึงการกระทำอันเนื่องมาจากความขัดแย้งของสองขั้วอำนาจทางการเมือง รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมของเจ้าหน้าที่รัฐ

 มาตรา 4 ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 อยู่ในระหว่างการสอบสวน ฟ้องร้อง พิจารณาคดีในศาล หรือแม้แต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ยกเลิกทั้งหมด และให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง และปล่อยตัวผู้นั้น

 มาตรา 5 ให้ถือว่าบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการ หรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศ หรือคำสั่งของ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้าคปค.

ซึ่งได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หรือการดำเนินการหรือการปฏิบัติทั้งหลายขององค์กร หรือหน่วยงานอื่นใดอันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินการหรือการปฏิบัติขององค์กรหรือของคณะบุคคลดังกล่าว มิได้เป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือเป็นผู้กระทำความผิด

โดยให้นำความในมาตรา 4 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบนั้นให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมต่อไป

 มาตรา 6 ให้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลผู้เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพราะเหตุมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองเป็นอันสิ้นสุดลง และให้ถือว่าบุคคลผู้นั้นไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ

 มาตรา 7 การกระทำใดๆ ตาม พ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคล ซึ่งมิใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐที่จะเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดชอบตาม พ.ร.บ.นี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย มาตรา 8 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตาม พ.ร.บ.นี้

 อย่างไรก็ตาม หลัง พล.อ.สนธิ ยื่นร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ร่างแรก ไม่นาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ยื่นตามประกบอีกถึง 3 ร่าง ทั้งที่เนื้อหาสาระไม่ต่างกับร่างของ พล.อ.สนธิเท่าใดนัก รวมถึงกรณีที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยื่นในนามของ นปช. หรือคนเสื้อแดง

 ส่วนที่แตกต่าง ในสาระสำคัญ ก็เห็นจะเป็น การกำหนดให้บรรดาการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง หากเป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

 ประเด็นนี้ ร่างของ พล.อ.สนธิ, สามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย และนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี เปิดให้การยกเว้นความผิดและไม่ต้องรับโทษ ครอบคลุมไปถึงทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการป้องกัน ระงับ ปราบปรามเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองและเหตุการณ์เกี่ยวเนื่อง ทั้งยังครอบคลุมทุกฐานความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองด้วย

 แต่ในร่างของ นปช. ไม่ยกเว้นความผิดว่าด้วยการก่อการร้าย และความผิดต่อชีวิต รวมทั้งไม่ยกเว้นความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

 ขณะเดียวกัน ร่างของ พล.อ.สนธิ, สามารถ และ นปช. กำหนดกรอบเวลาของการกระทำที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นความผิด และโทษ ระหว่างวันที่ 15 กันยายน 2548 ถึง 10 พฤษภาคม 2554 แต่ของ 'นิยม' ร่างเดียว ที่มีกรอบเวลาตั้งแต่ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 (รัฐประหาร) จนถึงวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้กฎหมาย

 ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ก็คือ การยื่นร่าง นปช. ของ 'ณัฐวุฒิ' เนื่องเพราะเป็นที่ชัดเจนมาก่อนแล้วว่า คนเสื้อแดงบางส่วนไม่พอใจ และคัดค้านการปรองดอง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มมีท่าที 'เกี้ยเซียะ' กับอำมาตย์ จนอาจไม่สนใจแนวทางต่อสู้ของคนเสื้อแดง

 ทำให้เห็นได้ชัดว่า เรื่องนี้ก็เช่นกัน การละเว้นโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง จนเสียชีวิตกว่า 91 ศพ ย่อมทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่เห็นด้วย และอาจลุกฮือต่อต้าน พ.ร.บ.ปรองดองกลายเป็นศึกทั้ง 'นอก-ใน' ของพรรคเพื่อไทยก็เป็นได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดแรงเสียดทานลง จึงมีร่างของ นปช. เข้าไปประกบ เพื่อให้เห็นว่า ไม่ได้ทอดทิ้งข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดง

 นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าวิเคราะห์ตามมา ก็คือ หมากเกมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ฉวยโอกาสช่วงที่มีความสัมพันธ์อันดีกับโครงสร้างอำนาจทุกระดับ ตลอดจนอำนาจรัฐทุกอย่างก็อยู่ในมือรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนหมดสิ้น รวมทั้งพรรคเพื่อไทยยังมีเสียงข้างมากในสภาฯ เป็นจังหวะเดิน 'เกม' ออก พ.ร.บ.ปรองดอง ปลดล็อกทุกคดี เพื่อให้หลุดพ้นพันธนาการโดยเร็ว และได้กลับบ้านเร็ว

 ทั้งยังเดินเกมผ่านหัวหน้าพรรคเล็ก ตามที่เคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือพรรคพวกตัวเอง

 แต่ถึงกระนั้น ประเด็นที่อาจถูกดิสเครดิตอย่างรุนแรง จน พ.ร.บ.ปรองดองตกม้าตายตั้งแต่ยังไปไม่ถึงไหน ก็คือ มาตรา 7 ที่ระบุชัดว่า "การดำเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคล ซึ่งมิใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ ที่จะเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งจากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย" ฉบับ 'บิ๊กบัง'

 ส่วนของ นปช. ระบุชัดยิ่งกว่า คือ "การดำเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลที่ได้รับความเสียหายในอันที่จะเรียกร้องความรับผิดทางแพ่งกับบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน"

 แค่นี้ก็ 'แหลมคม' เหลือเฟือ ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะนำมาขยายผลว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ นอกจากจะล้างโทษให้ 'ทักษิณ' เป็นสำคัญแล้ว ยังจะเอาเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท คืนให้กับ 'ทักษิณ' ด้วย

 ถึงที่สุด ถ้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ในสภาฯ ขับเคลื่อนไปได้ ประเด็นก็อาจเป็นอย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวเอาไว้ว่า

 "ขั้นตอนการตีความนั้น จะทำหลังจากที่กฎหมายนี้ผ่านสภาฯ แล้ว จึงจะมีการเสนอให้ตีความได้ แต่การเขียนกฎหมายในลักษณะนี้ ผมก็คิดว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญเกือบทุกมาตรา"

 เพราะนี่อาจเป็นอีก 'เกม' ของประชาธิปัตย์ ที่เตรียมการรองรับในการต่อสู้จนถึงที่สุดเอาไว้แล้ว

 ส่วนจะไปถึงตรงนั้นได้หรือไม่ หรือกว่าจะไปถึงตรงนั้น สาระสำคัญอาจเปลี่ยนไปหรือไม่ และเกมอภิปรายในสภาฯ จะดุเดือดเลือดพล่านแค่ไหน โปรดอย่ากะพริบตาก็แล้วกัน!