ข่าว

พายุฝนซัดเมืองกันตังพะยุงล้มทับ2แม่ลูกดับ

พายุฝนซัดเมืองกันตังพะยุงล้มทับ2แม่ลูกดับ

06 มิ.ย. 2555

พายุฝนกระหน่ำเมืองกันตัง ทำต้นพะยุง 3 ต้นอายุกว่า 70 ปี โค่นล้มทับบ้านพัก จนท.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ทับร่าง 2 แม่ลูกดับอนาถ 'ระนอง'ลมกระโชกแรงต้นไม้ล้มทับรถบัสท่องเที่ยวแวะไหว้พระ โชคดีไร้คนเจ็บ-ตาย อีกที่'ชุมชนเมืองระนอง'ระทึกน้ำล้นเขื่อนหาดส้มแ

                 เมื่อเวลา 01.30 น.วันที่ 6 มิ.ย.ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกรรโชกแรง ทำให้ต้นพยุงอายุประมาณ 70 ปี ทั้ง 3 ต้น ที่ปลูกไว้ในศูนย์ประสานงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถ.ป่าไม้ เขตเทศบาลเมืองกันตัง ได้ล้มทับบ้านพักของเจ้าหน้าที่และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 คน หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบ

                 ทั้งนี้ เมื่อไปถึงพบเจ้าหน้าที่กู้ภัยพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง กว่า 10 คน ได้ช่วยกันนำเครื่องเลื่อยยนต์เข้าไปตัดต้นพะยุงขนาดใหญ่ที่ล้มทับบ้านพักของเจ้าหน้าที่ที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้นชั้นเดียว เพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ข้างใน จำนวน 3 คน ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก แต่ก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะไม้ที่ล้มทับบ้านพักนั้นได้ทำให้บ้านพังเสียหายลงมาทั้งหลัง จึงทำให้การค้นหาร่างผู้ที่ติดอยู่ด้านในเป็นไปอย่างยากลำบาก

                 กระทั่ง เมื่อเข้าไปถึงก็พบว่า 2 ใน 3 ที่ติดอยู่ด้านในเป็นแม่กับลูกถูกต้นพะยุงล้มทับจนเสียชีวิตในสภาพที่แม่นอนกอดลูกไว้แน่น เป็นที่สลดใจอย่างมาก โดยเจ้าหน้าที่จึงได้ลำเลียงศพออกมาทราบชื่อ นางทิพวรรณ ปลอดทอง อายุ 32 ปี และ ด.ญ.ณัฐณิชา กุลพัตร์ หรือน้องนกยูง อายุ 2 ปี 7 เดือน ซึ่งเป็นแม่ลูกกัน โดยนางทิพวรรณมีบาดแผลที่หน้าผาก และด.ญ.ณัฐณิชา มีรอยฟกช้ำตามร่างกาย ส่วนนายจิระศักดิ์ กุลพัตร์ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 7 ต.ท่ามะเดื่อ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด โดยมีเพียงบาดแผลที่ใบหน้าและขาซ้ายจากการถูกกิ่งไม้และของมีคมบาด                

                 จากการสอบถาม นายจิระศักดิ์ ซึ่งเป็นสามีของนางทิพวรรณและพ่อของด.ญ.ณัฐณิชา ซึ่งยังอยู่ในอาการเศร้าโศรกเสียใจ เล่าว่า เพิ่งย้ายจากอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม มาประจำการที่ศูนย์ประสานงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงได้ประมาณ 2 เดือน โดยก่อนเกิดเหตุตนกับภรรยาและลูกสาวได้นอนหลับพักผ่อนอยู่ภายในห้อง โดยระหว่างที่หลับสนิทนั้น ก็ต้องตกใจตื่นเพราะได้ยินเสียงเหมือนสิ่งของขนาดใหญ่หล่นทับใส่ตัวบ้านเสียงดังลั่นหนึ่งครั้ง และตามมาด้วยครั้งที่ 2 จากนั้นข้าวของแตกกระจาย แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะไฟฟ้าในบ้านดับ ต่อมาเพื่อนบ้านและเจ้าหน้าที่ก็ได้นำเครื่องเลื่อยยนต์เข้ามาตัดต้นไม้ เพื่อเข้ามาช่วยเหลือตนกับภรรยาและลูก แต่ก็สายเกินไปแล้ว ทำให้ภรรยากับลูกสาวเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วเกินไป ทำให้ตนยากจะทำใจยอมรับได้ หากเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเร็วกว่านี้ ทั้งภรรยากับลูกสาวของตนคงจะไม่พบจุดจบเช่นนี้

                 ขณะที่ นายชัยพฤกษ์ วีระวงศ์ หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางไปร่วมงานศพที่ ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน และได้รับรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากลุกน้องทางโทรศัพท์ ก็รีบขับรถกลับมาดูเหตุการณ์ ก็พบว่านอกจากต้นพะยุงจะล้มทับบ้านพักของเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหายแล้วยังมีผู้เสียชีวิตอีก 2 คน ที่เป็นภรรยาและลูกอีกด้วย ส่วนสาเหตุที่ทำให้ต้นพะยุงทั้ง 3 ต้นที่ปลูกไว้ในที่ทำการได้ล้มทับบ้านพักจนเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นนั้น มาจากการที่ในพื้นที่ได้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันมาหลายวัน ทำให้ดินไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ ประกอบกับขณะเกิดเหตุมีฝนตกลงมาพร้อมกับลมพายุพัดกรรโชกอย่างแรง จึงโค่นล้มลงมาทับบ้านพักจนเกิดเหตุเศร้าสลดดังกล่าวขึ้น

                 "จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนคิดว่า ภายในศูนย์และบ้านพักน่าจะมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการโค่นล้มเมื่อเกิดลมพายุอีกจำนวนมาก ซึ่งจะได้ทำการสำรวจต่อไป และทำเรื่องรายงานไปยังกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อขออนุญาตตัดโค่นต้นไม้ที่สุ่มเสี่ยงแล้ว" นายชัยพฤกษ์ กล่าว 

 

 

ลมกระโชกแรงต้นไม้ล้มทับรถบัสท่องเที่ยวแวะไหว้พระ โชคดีไร้คนเจ็บ-ตาย

                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 6 มิ.ย. 2555 ได้เกิดฝนตกหนักหนักลมกระโชกแรงในเขตพื้นที่อำเภอเมืองระนองส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่อายุกว่า 50 ปี บริเวณหน้าวัดตโปทาราม หรือวัดบ่อน้ำร้อน หักโค่นทับรถบัสนำเที่ยว ของบริษัท โอชารสทัวร์ หมายเลขทะเบียน 30-0172 สุพรรณบุรี ได้รับความเสียหาย

                 นายพิน สุวรรณรัตน์ อายุ 70 ปี หัวหน้าคณะผู้สูงอายุ กล่าวถึงนาทีระทึกใจว่า ได้นำกลุ่มผู้สูงอายุจาก จ.สงขลา เดินทางศึกษาดูงานในพื้นที่ จ.ระนอง เข้ามาพักอาศัยในวัดบ่อน้ำร้อน ช่วงเช้าได้นัดหมายให้รถบัสมารับเพื่อเดินทางต่าอไปยัง จ.ภูเก็ต ขณะที่รถบัสคันดังกล่าวจอดรอรับผู้โดยสารที่เป็นผู้สูงอายุที่พักอาศัยอยู่ภายในวัด โดยจอดบริเวณหน้าวัดใต้ต้นเหรียง ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ปรากฏว่าได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก และเกิดลมกรรโชกอย่างรุนแรง ในจังหวะที่ไม่มีใครคาดคิดว่าต้นไม้ใหญ่บริเวณหน้าวัดจะหักโค่น ซึ่งในจังหวะที่ตนกำลังเดินออกจากวัดกำลังจะวิ่งมายังรถ ปรากฏว่าได้ยินเสียงดังครืนใหญ่ และเหลือบเห็นต้นไม้ใหญ่หักโค่นทับใส่รถบัสเสียงดังสนั่น

                 ขณะนั้นทราบว่า มีคนขับอยู่ภายในรถ ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุกำลังยืนอยู่หลบฝนอยู่ภายในวัดจึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่ประการใด ส่วนคนขับรถโชคดีเพราะอยู่กลางตัวรถไม่อยู่บริเวณหน้ารถที่ต้นไม้ล้มทับจึงไม่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ส่วนตนเองนั้นได้วิ่งกลับเข้าไปหลบภายในวัด ก่อนจะรีบวิ่งกลับมาดูคนขับเพราะกลัวว่าจะได้รับอันตราย

                 นายสมบุญ ติกวัฒนานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองระนอง ซึ่งเดินทางมายังที่เกิดเหตุกล่าวว่าได้ให้ จนท.นำรถกระเช้ามาช่วยดำเนินการตัดโค้นต้นไม้เพื่อนำรถบัสออกมา พร้อมประกาศเตือนชาวบ้านให้ระมัดระวังในระยี้โดยเฉพาะการอาศัยใต้ต้นไม้ใหญ่เนื่องจากพบว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวันทำให้ดินอุ้มน้ำ หากมีลมกรรโชกแรงจะเกิดการหักโค่นได้ง่าย ซึ่งในช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่านอกจากต้นไม้ล้มทับรถบัสแล้วยังมีอีกหลายจุดที่มีต้นใหญ้ล้มขวางถนน ซึ่งทาง จนท.กำลังเร่งดำเนินการ

 

 

ชุมชนเมืองระนองระทึกน้ำล้นเขื่อนหาดส้มแป้นเร่งระบายลงทะเล

                 นายมนตรี ไชยมงคล นายช่างชลประทานอาวุโส หัวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้น จ.ระนอง เปิดเผยว่า จากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องกว่า 10 วันที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้มีปริมาณน้ำที่สะสมภายในตัวเขื่อนเต็มขนาดความจุ 10 ล้านลูกบาศเมตร ทำให้ขณะนี้ทางเขื่อนจะต้องระบายน้ำออก ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในลำคลองต่างๆที่ผ่านตัวเมืองระนองมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากการเดินทางของน้ำผ่านลำคลองต่างๆไม่ติดขัดเพื่อลงไปยังทะเลก็จะไม่เกิดปัญหาแต่หากลำคลองใดมีปัญหาก็อาจจะส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อท่วมชุมชนในพื้นที่เมืองระนองได้

                 นายสมบุญ ติกวัฒนานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองระนอง กล่าวว่า ในส่วนของเทศบาลเมืองระนองซึ่งเป็นทางผ่านของกระแสน้ำขณะนี้ได้สั่งเตรียมพร้อม จนท.และอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนทันทีที่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน

                 พล.ต.ต.กระจ่าง สุวรรณรัตน์ ผบก.ภ.จว.ระนอง กล่าวว่าวันนี้ได้สั่งระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสลายฝูงชนให้เข้ามารายงานอย่างเร่งด่วนเพื่อเข้าพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยในทุกพื้นที่ที่มีการร้องขอทั้งเขตพื้นที่ อ.เมืองระนอง,อ.กระบุรี,อ.ละอุ่น,อ.กระบุรี

                 ด้าน พ.อ.เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 25 ค่ายรัตนรังสรรค์ กล่าวว่า ได้ส่งจนท.ทหารลงพื้นที่กว่า 100 นาย ลงพื้นที่ อ.เมืองระนอง,อ.ละอุ่น,อ.กระบุรี และอ.กะเปอร์ ในการช่วยเคลื่อนย้ายอพยพชาวบ้าน,ทรัพย์สิน,รวมถึงการเข้าไปดำเนินการเปิดเส้นทางที่เกิดปัญหาดินโคลนถล่มทั้งในพื้นที่ อ.ละอุ่น และ อ.กะเปอร์ ซึ่งมีดินโคลนถล่มปิดทับเส้นทางเข้าออกในหมู่บ้าน