
พลิกฟื้นไม้เศรษฐกิจในเขตปฏิรูปฯโครงการแก้จนด้วยวิถี"พอเพียง"
"ที่เห็นโดยทั่วไปมีแต่การสร้างวัดในป่า ยังไม่เคยเห็นสร้างป่าในวัด ขอชื่นชมเจ้าอาวาสวัดด่านชัย ที่นำพาชาวบ้านให้ความสำคัญตรงนี้ การสร้างป่าก็เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน แล้วยังช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วย"
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวชื่นชมเจ้าอาวาสวัดด่านชัย ต.วังหิน อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ในการให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างป่า ระหว่างเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนจัดหาพันธุ์ไม้ไผ่เลี้ยงให้แก่เกษตรกรตามโครงการพลิกฟื้นไม้เศรษฐกิจในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ
ในปีงบประมาณ 2552 นี้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ราย บนเนื้อที่กว่า 1.2 หมื่นไร่ ใน 53 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วยภาคเหนือ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 1,140 ราย มีพื้นที่ 2,280 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 3,360 ราย มีพื้นที่ 6,720 ไร่ ภาคกลาง 970 ราย มีพื้นที่ 1,940 ไร่ และภาคใต้จำนวน 530 ราย มีพื้นที่ 1,060 ไร่
"จะเห็นว่า ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะประสูติ ตรัสรู้หรือปรินิพพานก็อยู่ใต้ร่มไม้ทั้งนั้น การที่ ส.ป.ก.ถือฤกษ์วันวิสาขบูชาเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ก่อนขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ โดยใช้จุดนี้ (วัดด่านชัย) เป็นตัวอย่าง ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะชาวบ้านที่นี่เขาเข้มแข็ง มีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำชุมชนที่สำคัญ ได้รับการยอมรับจากชาวบ้านดีมาก" ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ กล่าวชื่นชม
แม้การสร้างป่าในวัดจะเป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนในชุมชนหันมาสร้างป่าเพิ่มขึ้น โดยใช้พื้นที่รอบๆ ที่อยู่อาศัยในการดำเนินการ โดยการสนับสนุนของ ส.ป.ก.ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่กำหนดให้ ส.ป.ก.ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ในเขตปฏิรูปที่ดิน ร้อยละ 20 ของแปลงที่ดินที่เกษตรกรได้รับจาก ส.ป.ก.
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการบริโภคในครัวเรือนและก่อให้เกิดรายได้ทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรในเขตการปฏิรูปที่ดินและชุมชนใกล้เคียง นอกจากนี้ยังช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ เหมาะสำหรับอยู่อาศัยและประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ขณะที่ นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า แนวทางในการดำเนินงานของโครงการดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 3 แนวทางด้วยกัน คือ 1.ระดับเกษตรกรรายแปลง ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อทำประโยชน์ 4 อย่าง ตามแนวพระราชดำริ คือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ และปลูกเพื่อฟื้นฟูระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในแปลงที่ดินทำกินของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน
2.ระดับหมู่บ้าน ส่งเสริมให้เกษตรกรโดยการรวมกลุ่ม โดยให้แต่ละตำบลคัดเลือกหมู่บ้านนำร่อง ตำบลละ 1 หมู่บ้าน ร่วมกันพัฒนาแปลงที่ดินทำกินของเกษตรกร โดยการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อสร้างอาชีพและยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต
และ 3.ระดับชุมชน โดยร่วมมือกับปราชญ์เกษตรและเกษตรกรในชุมชน เพื่อรณรงค์พัฒนาพื้นที่ชุมชนกับแนวเขตในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยจัดทำธนาคารอาหารชุมชน เพื่อประโยชน์ของการใช้สอย ขณะเดียวกันยังได้ช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อม อีกทั้งตลอดจนอนุรักษ์ดินและต้นน้ำเพื่อให้ลูกหลานได้มีน้ำกินน้ำใช้ต่อไป
"ไม้เศรษฐกิจในเขตปฏิรูปในส่วนของประเภทอาหาร ได้แก่ สะตอ แคบ้าน มะขามป้อม นอกจากนี้ไม้พลังงาน ซึ่งเป็นไม้ที่ใช้ประโยชน์ด้านพลังงานเชื้อเพลิงเป็นหลัก ได้แก่ ยูคาลิปตัส สะเดา กระถินเทพา และไม้ประเภทใช้สอย ได้แก่ ไผ่ซาง ไผ่ตง หวาย กฤษณา จามจุรี เป็นต้น โดย ส.ป.ก.จะสนับสนุนงบประมาณไร่ละ 1,000 บาท และเกษตรกรสมทบอีก 1 ไร่ จากนั้น ส.ป.ก.จังหวัดจะติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง" เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าว
นับเป็นอีกก้าวของ ส.ป.ก.ในการเพิ่มประสิทธิภาพของที่ดินในการนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อความมั่นคงทางอาหารและการอยู่รอดของเกษตรกรตามแบบวิถีพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริ "ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง" ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้
"สกนาค"ต้นแบบป่าชุมชนดีเด่น
ไม่เพียงวัดด่านชัยเท่านั้นที่เป็นต้นแบบในการสร้างป่า แต่ยังมีบ้านสกนาคใน ต.วังม่วง อ.หนองสองห้อง ห่างจากวัดด่านชัยไปทางทิศเหนือราว 20 กิโลเมตร ยังมีป่าที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน บนเนื้อที่กว่า 400 ไร่ ที่วันนี้ได้กลายเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านทั้งในพื้นที่และต่างถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว
นายนิรันดร์ สมอดี กำนัน ต.วังม่วง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแแก่น แกนนำชาวบ้านคนสำคัญในการร่วมอนุรักษ์ป่าแห่งนี้ เล่าว่า การสงวนรักษาแห่งนี้ชาวบ้านเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2472 แต่ก็ไม่จริงจังมากนัก จนกระทั่งปี 2531 ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างกฎข้อบังคับขึ้นมา เพื่อเป็นระเบียบในการใช้ป่าร่วมกันอย่างถูกวิธี ซึ่งผู้กระทำผิดจะมีโทษปรับคนละ 1,000 บาท เพื่อเข้ากองทุนรักษาป่า ก่อนส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมือง
"ป่าแห่งนี้นอกจากเป็นธนาคารอาหารที่สำคัญของชาวบ้านแล้ว ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทและผู้สนใจป่าชุมชนอีกด้วย ทุกปีจะมีนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นใช้ป่าแห่งนี้ทำวิจัย ทำวิทยานิพนธ์" กำนัน ต.วังม่วงเผย
จากความสำเร็จในการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในการอนุรักษ์ป่าแห่งนี้อย่างเข้มแข็ง จนในที่สุดป่าชุมชนบ้านสกนาคได้รับธงพระราชทานรักษาป่าเพื่อรักษาชีวิตจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2541 นับเป็นความภูมิใจของชาวบ้านวังม่วงอย่างหาที่สุดมิได้
สุรัตน์ อัตตะ



