
พม่ารำขวาน
พม่ารำขวาน : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ภาพที่นางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย และผู้นำฝ่ายค้านของพม่า ไปเยี่ยมเยียนแรงงานพม่าที่มหาชัย ในระหว่างการเดินทางมาร่วมประชุมเศรษฐกิจโลก ที่กรุงเทพฯ ได้ส่งสัญญาณบางอย่างแก่ชาวพม่าในประเทศไทย รัฐบาลไทย และประชาคมโลก
ชาวพม่าในประเทศไทยนั้น ส่วนหนึ่งเป็นนักศึกษาและปัญญาชนที่มาต่อสู้เรื่องประชาธิปไตยในพม่า และลี้ภัยเข้ามาอยู่ในประเทศไทย คนกลุ่มนี้แม้จะมีจำนวนน้อยแต่ก็มีอุดมการณ์ที่เข้มข้น ดังเช่นที่เคยบุกเข้ายึดสถานทูตพม่าที่กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2542 และมีการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารมาโดยตลอด กับอีกส่วนหนึ่งเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานในภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ประมง และบริการ ในประเทศไทย แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนของคนกลุ่มนี้ แต่จากสถิติการออกหนังสือเดินทางชั่วคราวของทางการพม่าแก่คนพม่าที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในช่วงเดือนสิงหาคม 2553-สิงหาคม 2554 มีจำนวนประมาณ 5.3 แสนฉบับ สูงกว่าระยะเดียวกันของปี 2552-2553 ที่มี 1.18 แสนฉบับ ซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนก่อนหน้านั้น ก็คาดว่าแรงงานพม่าในประเทศไทยน่าจะร่วม 1 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน
เราคงต้องยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะแรงงานพม่า มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะมีงานบางประเภทที่คนไทยไม่ปรารถนาจะทำ ซึ่งผู้ประกอบการก็ได้อาศัยแรงงานต่างด้าวเหล่านี้แต่ในเวลาเดียวกันแรงงานต่างด้าวก็ต้องประสบปัญหานานาชนิด ทั้งการเรียกร้องค่าหัวคิวจากนายหน้าในจำนวนเงินที่สูง การถูกรีดไถและจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางจากเจ้าหน้าที่ การเอารัดเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง รวมทั้งการขาดหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิการ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่แรงงานต่างด้าวเช่นพม่าต้องจำยอมหวานอมขมกลืน แต่การปรากฏตัวของนางออง ซาน ซูจี ที่มหาชัย นอกจากจะเป็นแสงสว่างของประชาธิปไตยในพม่าแล้ว ยังเป็นแสงสว่างแห่งความหวังของแรงงานพม่าในประเทศไทยว่าจะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งในการพบกันระหว่างนางออง ซาน ซูจี กับรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ได้มีการหารือกันถึงปัญหาแรงงานพม่า และเชื่อได้ว่านับแต่นี้ เรื่องแรงงานพม่าในไทยก็จะถูกจับตาจากรัฐบาลพม่าและองค์การระหว่างประเทศ
แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ภายในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้ นักลงทุนต่างชาติคงจะแห่กันไปลงทุนในพม่า ซึ่งโดยสภาพการณ์แล้ว กิจการและอุตสาหกรรมหลายอย่างที่เปิดใหม่ในพม่าก็คงจะใกล้เคียงกับประเทศไทย เช่นการประมง การเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์อาหารทะเล และแรงงานพม่าจำนวนมากพร้อมที่จะกลับไปทำงานในบ้านเกิดเมืองนอนของตน พร้อมด้วยทักษะที่ได้รับจากการทำงานในประเทศไทย ถึงตอนนั้นแหละครับ เรื่องที่เคยกังวลกันว่าคนงานต่างด้าวจะเข้ามาแย่งงานคนไทยทำ ก็จะกลายเป็นว่าเราขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ บางทีต่อไปประเทศไทยอาจจะต้องนำเข้าแรงงานจากบังกลาเทศก็ได้ครับ
แม้ว่าจะมีคนพม่าเข้ามาทำงานในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก แต่คนพม่ากลับไม่รู้สึกปลื้มประเทศไทยเท่ากับที่ปลื้มสิงคโปร์ และถ้าถามคนพม่าว่าอยากทำงานกับคนชาติไหนมากที่สุด คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้รับก็คือคนสิงคโปร์ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่นางออง ซาน ซูจี เคยแสดงปณิธานว่าจะทำพม่าให้มีความเจริญเทียบเท่าสิงคโปร์ภายในเวลา 4-5 ปี
และก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอีกเช่นกัน ในการที่พม่าไม่ค่อยปลื้มไทย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาและพฤติกรรมต่างๆ ของคนไทยบางจำพวกที่แรงงานพม่าในประเทศไทยประสบอยู่ในปัจจุบัน และอีกส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนปมทางประวัติศาสตร์ เพราะวีรกษัตริย์ที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก มีอยู่ 3 องค์ด้วยกัน ได้แก่ พระเจ้าอนิรุทธ์ พระเจ้าบุเรงนอง และพระเจ้าอลองพญา องค์แรกเป็นกษัตริย์ที่พิชิตอาณาจักรมอญ ส่วนสององค์หลังเป็นผู้ทำให้ไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง ดังนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่พม่าจะมีปมลึกๆ ว่าในประเทศของตนเคยเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ในอดีต และสามารถเอาชนะไทยได้ถึงสองครั้งสองครา
ครับ เรื่องปุ่มเรื่องปมเก่า ๆ สมัยโบร่ำโบราณ เราคงไม่สามารถไปแก้ไขอะไรได้ แต่เงื่อนงำต่าง ๆ เกี่ยวกับแรงงานพม่าในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เพื่อพัฒนามิติความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่ายุคใหม่



