
ตำรวจบนคลื่นการเมือง
ตำรวจบนคลื่นการเมือง : เลียบค่าย โดยคมพิทักษ์ราษฎร์
ถึงเวลาที่อุณหภูมิทางการเมืองจะร้อนแรงขึ้นอีกระลอก
จากมรสุมกฎหมาย "ปรองดอง" ที่กำลังชุลมุนฟัดกันนัวอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้
ท่ามกลางการคัดค้านจากกลุ่มเสื้อเหลืองบวกกับเสื้อหลากสี สนับสนุนด้วยสาวกที่เคลื่อนตัวออกมาสมทบจากฝ่ายค้านจนเกิดพลังต่อต้านอย่างมีศักยภาพยิ่ง
สำหรับ "คนจากแดนไกล" ถึงเวลานี้คงต้องสั่งสู้ทุกรูปแบบ เพราะไม่มีโอกาสไหนจะดีกว่านี้อีกแล้วในการที่จะขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากกองทัพและอำมาตย์ยังวางเฉยและนิ่งเงียบอยู่
ส่วนตำรวจน่ะแทบไม่ต้องถามเลยเพราะส่วนหัวและคอ ไปสวามิภักดิ์กับท่านที่อยู่แดนไกลกันหมดแล้ว เหลือแต่ส่วนกลางและส่วนหางเท่านั้นที่จะสั่งการให้ปราบ "กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง" ส่วนจะเป็นรูปแบบใด ก็น่าจำต้องเล่นบทยักษ์บทมารไปตามสถานการณ์
เพื่อหลอกนักการเมืองให้พ้นไปวันๆ หรือไม่ก็วัดดวงไปกับฝ่ายกุมอำนาจเพื่อมีโอกาสได้เติบใหญ่ หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงหรือขั้วอำนาจเกิดพลิกชั่วพริบตา
แต่เชื่อเถอะเหตุการณ์แบบปี 2551 คงไม่มีอีกแล้ว ประเภทที่จะเอาแก๊สน้ำตา เอากระบอง โล่ ไปไล่ทุบตี หรือยิงกระสุนควัน กระสุนยางแตกใส่กลุ่มผู้ชุมนุม แข้งขาขาดเลือดตกยางออกแล้วโดนดำเนินคดี ถูกฟ้องร้องเสียอนาคตหมดชีวิตราชการ
เพราะจนถึงบัดนี้เรื่องยังไม่เสร็จ ทั้งอดีต ผบ.ตร. และ ผบช.น. ยังรอความหวังชำระบาปจนถึงบัดนี้
มีตัวอย่างตอนทหารเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง ฝ่ายเสื้อแดงบาดเจ็บล้มตายร่วมสองพันคน ยังอยู่ระหว่างไต่สวนการตายผิดธรรมชาติในศาล ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย ต้องย้ายที่อยู่ไปเรือนจำหรือไม่ ยังทำนายอนาคตไม่ถูก
แต่พวกญาติผู้ตายและผู้บาดเจ็บของกลุ่มชุมนุมเสื้อแดงรับเงินชดเชยไปหมดแล้ว คนละหลายล้าน ส่วนกลุ่มเสื้อเหลืองที่กำลังคึกกันใหญ่ในขณะนี้ก็มีบทเรียนให้เห็นแล้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติต้องจำไว้เป็นบทเรียน โต้คลื่นการเมืองให้ดี อย่าให้พลิกคว่ำหรือเสียหลักตกน้ำเพราะท่านจะเปียกคนเดียว!!



