
ผ่าขบวนการยาเสพติดปรับทัพรับ'พม่าเปิดปท.'
ผ่าขบวนการยาเสพติด ปรับทัพรับ'พม่าเปิดประเทศ'
การเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลพม่า นำโดย พล.อ.โซ วิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด กับ พล.ท.เจ้ายอดศึก ประธานสภาเพื่อกอบกู้รัฐฉาน (อาร์ซีเอสเอส) ที่จังหวัดเชียงตุง ประเทศพม่า เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา นอกจากเรื่องข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ประเด็นการแก้ไขปัญหา "ยาเสพติด" ที่ทั้งสองฝ่ายหวังจะแก้ไขให้หมดสิ้นภายในระยะ 6 ปี ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง
ประเด็นดังกล่าวแม้จะเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ไทยเองก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย หากทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจในการปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดสำคัญที่เป็นต้นทางในการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทย
แม้ในระยะยาวจะยังบอกไม่ได้ว่า ทั้งพม่าและไทยใหญ่จะจริงใจต่อการแก้ปัญหายาเสพติดมากแค่ไหน แต่ในระยะสั้นนับตั้งแต่มีการเจรจาเป็นต้นมาเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น โดยมีการ "หยุดรอสัญญาณ" ของกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อรอดูทิศทางลมว่า ฝ่ายรัฐบาลพม่า กองทัพไทยใหญ่ รวมทั้งรัฐบาลไทยจะจริงจังต่อการกวาดล้างยาเสพติดไปอีกนานแค่ไหน
จากการลงพื้นที่สำรวจเส้นทางการค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือของ “คม ชัด ลึก” โดยเริ่มตั้งแต่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่ขบวนการค้ายาเสพติดมักจะใช้ลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทย โดยมีปลายทางสำคัญอยู่ในพื้นที่โซนชั้นในของไทย คือ กรุงเทพมหานคร และบางส่วนก็พักรอเพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่ภาคใต้
ทั้งนี้นับตั้งแต่มีการเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองทัพไทยใหญ่ กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดได้หยุดปฏิบัติการลำเลียงยาเสพติด "ลอตใหญ่" เข้าประเทศไทยไปชั่วขณะ เหลือเพียงลอตเล็กๆ แบบ "กองทัพมด" ที่ยังคงมีการลักลอบลำเลียงเข้ามาบ้าง
หน่วยข่าวทางการทหารของไทยวิเคราะห์ว่า การหยุดชะงักของขบวนการค้ายาเสพติดครั้งนี้มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ 1.การหยุดเพื่อรอดูท่าทีเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลพม่า โดยเฉพาะตัว พล.อ.เต็ง เส่ง ผู้นำรัฐบาลพม่า ที่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามยาเสพติด 2.เป็นการหยุดเพื่อดูท่าทีของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ประกอบกับมาตรการสกัดกั้นอย่างเข้มข้นในฝั่งไทยเองในพื้นที่รอยต่อชายแดน ทั้งเขต จ.เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะการตั้ง "ด่านลอย” ย้ายด่านสกัดไปเรื่อยๆ ตามการข่าวที่ได้รับ เพื่อป้องกันการขับรถเลี่ยงด่านตรวจถาวรของกลุ่มคนร้ายทำให้มีการจับกุมได้อย่างต่อเนื่อง และมีอัตราความสำเร็จในการลำเลียงเข้าพื้นที่ชั้นในลดลง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในจากการเปิดประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า โดยเฉพาะการเตรียมที่จะเปิด "ด่านผ่านแดนชั่วคราว" จำนวน 3 จุด บริเวณใกล้เคียง "เมืองยอน" ของพม่า ซึ่งเคยเป็นแหล่งยาเสพติดรายใหญ่เลี้ยงกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลพม่า แต่นโยบายเปิดประเทศทำให้เมืองยอนต้องปรับตัวรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
จุดผ่านแดนทั้ง 3 จุดจะกระจายตัวอยู่ตามจังหวัดชายแดนทั้ง 3 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เปรียบเสมือนการสาดสปอตไลท์ให้พื้นที่ที่เคยคุกรุ่นด้วยไฟสงคราม และผลประโยชน์ในธุรกิจมืดสว่างไสวด้วยธุรกิจบนดินมากขึ้น หากพม่า และกลุ่มชาติพันธุ์มีความจริงใจที่จะเปิดประเทศจริงก็น่าจะส่งผลดีต่อการแก้ปัญหายาเสพติดของไทยไม่น้อย
หน่วยข่าวในพื้นที่ภาคเหนือมองสอดคล้องกันว่า สถานการณ์การลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มเบาบางลงมาก หลังจากรัฐบาลพม่าประกาศลงนามหยุดยิงกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชนกลุ่มน้อยที่มีบทบาทสำคัญในการผลิต และค้ายาเสพติด จึงทำให้กลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ผลิตยาเสพติดส่งออกหยุดการปฏิบัติการชั่วคราว เพื่อรอดูทีท่าของรัฐบาลพม่า อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลพม่าไม่มีความจริงใจที่จะเปิดประเทศและปรองดอง สถานการณ์ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม และยาเสพติดก็จะกลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง
“ตอนนี้มีหลายปัจจัยที่ทำให้ยาเสพติดทะลักเข้าประเทศไทยน้อยลง ทั้งการหยุดผลิตของกองกำลังติดอาวุธ การลงนามหยุดยิง รวมถึงการปราบปรามของรัฐบาลไทยที่พยายามปิดช่องโหว่ในการทะลักของยาเสพติดทุกช่องทาง แต่ยาเสพติดก็ไมได้หมดไปแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ปรับจากการลำเลียงลอตใหญ่มาเป็นลอตเล็กแทน”
หน่วยข่าวในพื้นที่ภาคเหนือ ระบุว่า แม้จะมีการเตรียมเปิดด่านผ่านแดนใกล้เมืองยอนในอนาคตอีก 3 จุด แต่ปัจจุบันการลักลอบลำเลียงเข้ามาในเส้นทางนี้ก็ยังมีอยู่ โดยแต่เดิมการลักลอบลำเลียงแต่ละเที่ยว กลุ่มกองกำลังติดอาวุธจะได้รับค่าจ้างในการคุ้มกันสินค้าครั้งละ 2-3 หมื่นบาท
แต่เมื่อมีมาตรการปราบปรามยาเสพติดเข้มข้นมากขึ้น ทำให้อัตราค่าจ้างในการคุ้มกันการลำเลียงยาเสพติดเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 5-7 หมื่นบาท ซึ่งสูงกว่าช่วงปกติ 1 เท่าตัว โดยการปฏิบัติการจะแยกออกเป็นสายละ 10-20 คน พร้อมอาวุธสงคราม และระเบิดครบมือ
"แม้ปัจจุบันจะยังมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนใกล้เมืองยอนอยู่ แต่การเปิดด่านชั่วคราวใกล้เมืองยอนจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ยาเสพติดน้อยลง เพราะการเปิดด่านครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากขึ้น และเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดก็คงจะมีความจำเป็นน้อยลง หากไม่มีสงคราม เพราะไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธ" แหล่งข่าวคนเดิมระบุ
ขบวนการยาเสพติดยังคงเดินหน้าผลิตและลำเลียงเข้ามาในไทยแบบ "ไซส์เอส" โดยมีแหล่งผลิตยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดตรงข้ามชายแดนภาคเหนืออยู่ในพื้นที่ของ "รัฐฉานเหนือ" ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มว้าเหนือ และว้าใต้ โดยมีการผลิตครบวงจร ทั้งฝิ่น เฮโรอีน และยาบ้า โดยจะมีการนำสินค้ามาพักไว้ที่ศูนย์การค้ามาร์โคโปโลใหม่ บริเวณสามแยกบ้านน้ำจำ (น้ำจ๋าม) ห่างจาก บก.เขตทหาร 171 บ้านโฮ่ง (มาร์โคโปโลเก่า) ประมาณ 5 กิโลเมตร และจะลำเลียงเข้าทาง จ.ท่าขี้เหล็ก หมู่บ้านพง ประเทศพม่า บริเวณท่าเรือท่าว้า หรือท่าองุ่น
ส่วนพื้นที่การผลิตอื่นๆ รองลงมา เช่น หมู่บ้านโหปัง ในพื้นที่รัฐฉานเหนือ ใกล้ชายแดนพม่า-จีน ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มว้าที่เน้นผลิต "ยาบ้า"เป็นหลัก, หมู่บ้านปางเหว่ย และหมู่บ้านตังยาน ในพื้นที่รัฐฉานเหนือ ซึ่งเน้นผลิต "ยาบ้า" เช่นกัน
หมู่บ้านปางซาง เขตรัฐฉานเหนือ ของกลุ่มไทยใหญ่ (เอสเอสเอ/เอ็น) เน้นผลิต "ยาบ้า" แต่ต้องรอดูว่า หลังข้อตกลงเรื่องยาเสพติดกับรัฐบาลพม่าแล้ว จะมีการลดหรือเลิกการผลิตหรือไม่
หมู่บ้านลา ในเขตรัฐฉานเหนือ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มหมู่บ้านบา ร่วมกับหมู่บ้านเล้าไก่ ของกลุ่มโกกั้ง ซึ่งมีการผลิตยาเสพติดครบวงจรเช่นกัน โดยพันธมิตรกลุ่มนี้จะผลิต และลำเลียงยาเสพติดมาทางลำน้ำโขงในลักษณะกองทัพมด ที่สำคัญเป็นการติดต่อซื้อขาย "โดยตรง" ระหว่างพ่อค้าที่เดินทางมาจากพื้นที่ กทม. และภาคเหนือ
หมู่บ้านน้ำจ๋าง ในเขตรัฐฉานตะวันตก เป็นกลุ่มอาสาสมัครเชื้อสายไทยใหญ่ (เอสเอสเอส) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตด้านตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งปลูกฝิ่น และผลิตเฮโรอีนขนาดใหญ่
แหล่งผลิตดังกล่าวมีเส้นทางลำเลียง 2 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1 เข้าแหล่งพักบ้านคายหลวง ด้านตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน เส้นทางที่ 2 จะเข้ามาทางหมู่บ้านปั่น ข้ามแม่น้ำสาละวิน ที่สะพานท่าซาง ท่าสบปาด หมู่บ้านต่วน หมู่บ้านสาด จ.ท่าขี้เหล็ก
หมู่บ้านทา ในเขตรัฐฉานใต้ ในเขตอิทธิพลของกองกำลังเชื้อสายว้า (ยูดับเบิลยูเอสเอ) ด้านตรงข้าม อ.เวียงแหง และอ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ แบ่งเป็นกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม มีการผลิตครบวงจร ทั้งการปลูกผิ่น ผลิตเฮโรอีน และยาบ้า
แหล่งผลิตนี้จะนำสินค้าเข้ามาพักที่บ้านคายหลวง บ้านห้วยอ้อ บ้านโป่งป่าแขม ด้านตรงข้าม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน รวมทั้งด้านตรงข้าม อ.เวียงแหง อ.เชียงดาว อ.ไชยปราการ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่ผ่านมานับว่าปัญหายาเสพติดในพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างรุนแรง
หมู่บ้านปู่นาโก่ ในเขตรัฐฉานใต้ ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่มีการผลิตยาเสพติดมาก โดยส่วนใหญ่เป็น "กลุ่มมูเซอ" ซึ่งเป็นแหล่งผลิตของ "กลุ่มขุนส่าเก่า" โดยมีการผลิตแบบครบวงจร อยู่ด้านตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย
สินค้าเหล่านี้จะถูกนำเข้ามาพักด้านตรงข้าม อ.ฝาง และอ.แม่อาย จ.เชียงใหม่, อ.แม่จัน อ.แม่ฟ้าหลวง และอ.แม่สาย จ.เชียงราย ขณะที่บางส่วนจะลำเลียงผ่านลำน้ำโขงที่หมู่บ้านพง โดยมีกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย 4-5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มหมู่บ้านขุ่นน้ำรวก หมู่บ้านโก ในเขตรัฐฉานใต้ อยู่ห่างจาก จ.ท่าขี้เหล็ก ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 35 กิโลเมตร ได้รับสัมปทานในการปลูกพืชเมืองหนาว แต่ในพื้นที่กลับมีการปลูกฝิ่น ผลิตเฮโรอีน และไอซ์ ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแม่เลี้ยงใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทั้งในฝั่งตรงข้าม และในเขต จ.เชียงราย
จากสถานการณ์แหล่งผลิต และเส้นทางลำเลียงที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมากรอบประเทศไทย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนเหนือ ยังคงน่าเป็นห่วงในการแพร่ระบาดของยาเสพติด แม้วันนี้พม่าจะมีการเปิดประเทศรับนักลงทุน และมีข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว แต่สถานการณ์ยาเสพติดคงไม่ได้ดีขึ้นแบบฉับพลันทันที และยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น (โปรดติดตามตอนต่อไป)



