
'มิสทิน'แบรนด์ไทย สวยได้ไม่ต้องจ่ายแพง
'มิสทิน'แบรนด์ไทย สวยได้ไม่ต้องจ่ายแพง : คอลัมน์าคมคิด
"มิสทินมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าคุณภาพระดับสากล ในราคาสบายกระเป๋า เราอยากให้สาวไทยสวยได้โดยไม่ต้องจ่ายแพง เรามั่นใจว่ามิสทินตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่องความสวย รายได้ที่ดี และการมีความสุขในชีวิต" นี่คือสิ่งที่ "สืบวงศ์ โรจน์วานิช" ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดมิสทินและฟรายเดย์ บริษัทเบตเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เชื่อมั่นและภูมิใจมาตลอด 10 ปีที่ทำงานร่วมกับมิสทิน
สืบวงศ์ ระบุว่า ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ธุรกิจเครื่องสำอางมีการแข่งขันรุนแรงมาก จากที่ปีก่อนหลายบริษัทประสบปัญหาน้ำท่วมทำให้เสียโอกาส ทั้งเรื่องการผลิตสินค้า การออกแคมเปญใหม่ๆ มาปีนี้แทบทุกรายจึงแข่งขันกันตั้งแต่ต้นปี มีการทุ่มงบการตลาดอย่างมหาศาล โดยครึ่งปีหลังนี้น่าจะยิ่งมีการแข่งขันกันมากขึ้น ส่งผลให้ปีนี้ตลาดมีขนาดโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยน่าจะมีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท และเฉพาะขายตรงมีมูลค่าถึง 2.5-3 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 10-15%
สำหรับมิสทินเครื่องสำอางขายตรงแบรนด์ของคนไทย 100% ถือเป็นผู้นำเทรนด์ เป็นผู้นำตลาด แน่นอนว่าคงอยู่เฉยไม่ได้ ต้องรุกทำตลาดให้น่าสนใจสร้างความตื่นเต้นสนุกสนานตลอดเวลา ให้สมกับการเป็นซูเปอร์สตาร์แบรนด์ หรือเป็นแบรนด์ที่มีอิมเมจดี ราคาจับต้องได้ ที่สำคัญในช่วง 2-3 เดือนนี้ มิสทินยืนยันว่าไม่มีการปรับราคาแน่นอน แต่หลังจากนั้นอาจต้องปรับเพิ่ม 4-5% ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ในช่วงปลายปีมิสทินก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน สิ่งที่ทำคือการดูแลสมาชิกเกือบล้านคน โดยยืดระยะเวลาการชำระเงินและเพิ่มเงินสวัสดิการ เพราะถือว่าทุกคนเป็นครอบครัวของมิสทิน ส่วนการทำตลาดต้องพยายามรักษาส่วนแบ่งเอาไว้ให้ได้มากที่สุด จากที่มีส่วนแบ่งกว่า 50% หรือมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 8% แต่ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าดีเกินคาด อาจทำยอดได้ถึง 1.2 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตถึง 12-15%
สืบวงศ์ บอกว่า สิ่งที่จะทำให้ยอดขายของมิสทินเติบโตต่อเนื่องอยู่ที่มีการทำแคมเปญต่อเนื่องทั้งปี โดยเชื่อว่าการทำตลาดเป็นสีสัน และธรรมชาติของธุรกิจขายตรง การจะประสบความสำเร็จได้ต้องสร้างความตื่นเต้น สีสันให้เกิดเป็นกระแส และในปีนี้มิสทินได้ตั้งงบทำตลาดไว้สูงถึง 1,200 ล้านบาท หรือ 8-10% ของยอดขาย
"เราทำการโฆษณาทุกรูปแบบ ปีนี้ก็จะทำเต็มที่ เพื่อให้คนไทยมีอะไรสนุกสนาน โดยจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเรามีการโฆษณาสินค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญพรีเซ็นเตอร์ของมิสทินทุกคนจะต้องเด่นและดัง เพราะเราเป็นซูเปอร์สตาร์แบรนด์ ดาราไม่ดังจริงเราไม่เอา"
อย่างไรก็ตาม มิสทิสอยู่กับสาวไทยมากว่า 20 ปี จึงเลยจุดของการสร้างแบรนด์แล้ว ดังนั้นการทำตลาดจากนี้ต่อไปจึงเน้นที่การต่อยอด และตอกย้ำแบรนด์ให้เข้าไปในใจสาวไทยทุกคน โดยจะหันไปรุกตลาดกลุ่มเจนวาย หรือวัยรุ่นอายุ 11-12 ปี ถึง 20 ปีมากขึ้น และแน่นอนว่า การแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางมีความรุนแรงและมีแบรนด์จากเกาหลี ญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก แต่ก็ไม่หนักใจ เนื่องจากสินค้ามิสทินสามารถแข่งขันได้ทั้งราคาและคุณภาพ ที่สำคัญมีการเลือกสรรแล้วว่าเหมาะกับสภาพอากาศและผิวของคนไทย
"ยิ่งมีการแข่งขันกันก็จะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น มิสทินมีช่องทางมากกว่าจึงมีโอกาสได้ส่วนแบ่งมากกว่า เราไม่กังวลกับสินค้าแบรนด์อื่นๆ ที่เข้ามาทำตลาด แต่ก็ไม่ประมาทและต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สิ่งที่เราทำได้คือการหาพันธมิตรที่เข้มแข็งมาช่วยขยายช่องทางการทำตลาด หรืออาจไปร่วมมือกับคู่แข่ง ไปจนถึงการวางแผนจะมีห้างในแบรนด์มิสทินที่ขายเครื่องสำอางยี่ห้ออื่นๆ ด้วย"
สืบวงศ์ ยอมรับว่า นอกจากการแข่งขันในประเทศจะรุนแรงแล้ว อีก 2 ปีครึ่ง คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านหลังจากเปิดตลาดเออีซีเต็มรูปแบบด้วย ดังนั้นนอกจากการตั้งรับแล้วยังต้องรุกไปประเทศอื่นด้วย ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ
นักการตลาดหนุ่มกล่าวด้วยว่า เครื่องสำอางเป็นเหมือนแฟชั่นที่ไม่หยุดนิ่ง ผู้หญิงไทยวัยทำงานต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเครื่องสำอางเดือนละไม่ต่ำกว่า 800-1,500 บาท มิสทินก็ต้องปรับตัวออกสินค้าใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ตามวัย ตามพฤติกรรม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมาทำงานตรงนี้จึงมีความสนุกท้าทาย และตื่นเต้นตลอดเวลาแม้จะผ่านมา 10 ปีแล้วก็ตาม
"ไม่หนักใจที่มาดูแลสินค้ากลุ่มผู้หญิง เพราะผู้ชายก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้กัน และยิ่งทำงานด้านการตลาดที่ชอบมากทำให้ยิ่งสนุกที่สำคัญงานจะสำเร็จได้ต้องมีใจใฝ่รู้ เปิดกว้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ชอบตั้งคำถามและหาคำตอบ ซึ่งผมมีคุณพ่อเป็นแบบอย่างและซึมซับการทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ
..........................
('มิสทิน'แบรนด์ไทย สวยได้ไม่ต้องจ่ายแพง : คอลัมน์าคมคิด)



