
'ซูจี ทักษิณ ยิ่งลักษณ์' ความเหมือนที่แตกต่าง
ประเทศไทยช่วงนี้บรรยากาศประชาธิปไตยเบ่งบาน ทั้งสถานการณ์การเมืองภายในที่ขบวนการประชาชนสีเสื้อ ออกมาเดินพาเหรด ค้าน พ.ร.บ.ปรองดอง
ประเทศไทยช่วงนี้บรรยากาศประชาธิปไตยเบ่งบาน ทั้งสถานการณ์การเมืองภายในที่ขบวนการประชาชนสีเสื้อต่างๆ ออกมาเดินพาเหรดกันบนท้องถนน คัดค้าน พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ที่เสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล
ห้วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยก็มีโอกาสได้ต้อนรับสตรีผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของโลกชาวพม่า ออง ซาน ซูจี ที่ว่าเป็นโอกาสสำคัญก็เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอย่างเท้าออกจากแผ่นดินเจดีย์ทองคำ หลังจากที่ถูกคุมตัวเอาไว้อยู่ในอ้อมกอดของเผด็จการทหารยาวนานกว่า 24 ปี
ว่าไปแล้ว ฉากหนึ่งในชีวิตการเมืองของ ออง ซาน ซูจี ก็คลับคล้ายคลับคลากับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่น้อย ด้วยความที่เป็นทายาท เป็นญาติพี่น้องของนักการเมืองใหญ่ที่ถูกอำนาจเผด็จการทุบทำลาย
นายพลอองซาน พ่อของซูจี ถูกฆ่าตายในภารกิจปลดปล่อยพม่าจากอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อตอนที่เธออายุแค่ 2 ขวบ ส่วนยิ่งลักษณ์ ก้าวขึ้นเวทีการเมืองหลังจากที่พี่ชายของเธอถูกคณะทหารยึดอำนาจ และต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน
ตั้งแต่เล็กๆ ออง ซาน ซูจี ต้องอยู่กับแม่ซึ่งเป็นทูตพม่า ประจำประเทศอินเดีย เธอเรียนมัธยมที่นิวเดลี ด้วยความที่ไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่เกิด ทำให้ซูจี ไม่ค่อยรู้เรื่องราวในพม่ามากนัก หลังจากจบมัธยมจากอินเดีย เธอก็บินไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองและปรัชญา แต่ชีวิตส่วนตัวก็ยังหลงใหลในงานศิลปะ เล่นดนตรีคลาสสิก ศึกษาวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กระทั่งอยู่กินกับสามีที่เป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์อารยธรรมทิเบต ไมเคิล อริส ซึ่งต่อมามีบทบาทสำคัญในการประสานกับองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ ช่วยเหลือเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมมือเผด็จการ
เช่นเดียวกับนายกฯ ปู ที่แม้จะร่ำเรียนศาสตร์ทางด้านการเมืองจากสหรัฐ แต่เมื่อกลับไทยก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเท่าไหร่นัก สมัยที่พี่ชายของเธอเป็นผู้นำประเทศ ยิ่งลักษณ์ ก็มีความสุขกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลชินวัตร
ออง ซาน ซูจี ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ห่างไกลจากการเมืองในพม่า กระทั่งปี 2531 แม่ซึ่งเลี้ยงเธอเพียงลำพังตั้งแต่พ่อตาย เกิดล้มป่วย ขณะนั้น ซูจี อยู่กับสามีอย่างอบอุ่นที่อังกฤษ พร้อมกับลูกชาย 2 คน เมื่อรู้ข่าวเธอบินกลับเข้าพม่าเพื่อดูแลแม่ในวาระสุดท้าย โดยไม่รู้เลยว่าการเดินทางเข้าพม่าครั้งนั้นจะเป็นการเดินทางระหว่างประเทศครั้งสุดท้ายของชีวิต เพราะหลังจากนั้นอีก 24 ปีเต็ม เธอได้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง มีชีวิตอยู่ในอุ้งมือของเผด็จการทหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ห้วงเวลาที่แม่ของซูจี นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เป็นเวลาเดียวกับที่กรุงย่างกุ้ง เมืองหลวงของพม่าในขณะนั้น นักศึกษา ประชาชน พระสงฆ์ ชาวพม่าที่ลุกฮือขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตย ถูกทหารพม่าปราบปรามอย่างเหี้ยมโหด ผู้ประท้วงถูกฆ่าตายราวใบไม้ร่วงกลางท้องถนน จากเหตุการณ์นั้นโลกประชาธิปไตยตอบโต้พม่าอย่างเจ็บแสบ ปิดประตูการค้า การลงทุน งดความร่วมมือแทบทุกด้าน ทำให้พม่าต้องปิดประเทศไปโดยปริยาย
หญิงสาวผู้เกลียดสงครามเข้าไส้ มีความสุขกับงานศิลปะ ได้เห็นสถานการณ์ด้วยตาของเธอเอง เห็นประชาชนชูภาพพ่อของเธอยืนต่อสู้เสี่ยงตายต่อหน้าทหารพม่าที่ได้ชื่อว่าเหี้ยมโหดและไร้เหตุผล อย่างไม่เกรงกลัว ได้เห็นแผ่นดินที่พ่อของเธอทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสร้างเอกราช กำลังถูกคุกคามด้วยอำนาจป่าเถื่อนจากปลายกระบอกปืน
สถานการณ์ได้สร้างวีรสตรี เมื่อผู้สนับสนุนนายพลออง ซาน และผู้รักประชาธิปไตย เรียกร้องให้เธอรับไม้แทนพ่อ สานต่ออุดมการณ์ของนายพลออง ซาน เป็นผู้นำมวลชนต่อสู้กับเผด็จการทหาร นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของออง ซาน ซูจี
'ยิ่งลักษณ์' ไม่ได้ถูกเตรียมการเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนพี่ชาย แต่เกมอำนาจระหว่างพี่ชายกับกลุ่มการเมืองสายอำมาตย์ น้องคนเล็กในตระกูลชินวัตร ที่มีความสดใหม่ ไม่มีแผลในทางการเมือง ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ จึงถูกผลักดันให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำมวลชนแทนพี่ชายของเธอ
ซูจี และยิ่งลักษณ์ ล้วนถูกสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่แหลมคมมีประเทศชาติและครอบครัวเป็นเดิมพัน ผลักดันให้ต้องก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าในฐานะ 'ผู้นำ'
ออง ซาน ซูจี ขึ้นมาเป็นผู้นำเพราะสายเลือด ไม่ต่างกับยิ่งลักษณ์ แต่สำหรับความเป็นนักต่อสู้แล้วผู้สนับสนุนทักษิณ เปรียบว่าวิถีของเธอไม่ต่างกับทักษิณ ชินวัตร ที่อ้างกันแบบนั้น ก็เพราะยกเอาปรากฏการณ์ที่ทั้งคู่ถูกกระทำมาเปรียบเทียบกัน คือทั้งสองคนล้วนถูกทหารทำร้าย ซูจี ถูกทหารควบคุมตัวไม่ให้ออกจากบ้าน ไม่ให้ออกนอกประเทศ ถ้าออกไปก็ไม่ให้กลับเข้าพม่า ส่วนทักษิณ ถูกทหารยึดอำนาจช่วงที่อยู่เมืองนอกกลับเข้าไทยไม่ได้
ถ้ามองกันเผินๆ ออง ซาน ซูจี มีวิถีไม่ต่างกับสองพี่น้องตระกูลชินวัตร แต่เพราะอะไรทั้งคู่จึงไม่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง
เมื่อค้นหาคำตอบจากคำถามนี้ก็จะพบว่า ซูจี เลือกที่จะต่อสู้ด้วยความอดทน และรอเวลา ที่สำคัญ เธอยึดมั่นในสันติวิธีอย่างลึกซึ้ง หนักแน่นและมั่นคง
เธอยอมที่จะสละอิสรภาพของตัวเอง เพื่อแลกกับอิสรภาพของประชาชนชาวพม่า การก้มหน้ารับสิ่งที่ทหารกระทำอย่างกล้าหาญ ไม่ปริปาก มันเป็นการตอกย้ำให้โลกได้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมของอำนาจที่ทำกับเธอ
ซูจี ถูกเปรียบว่าเป็นแมนเดลาแห่งเอเชีย ก็เพราะเลือกที่จะเดินบนถนนสายเดียวกัน คือการต่อสู้ด้วยหลักสันติ อดทน อดกลั้น ยอมถูกกระทำเพื่อประจานการใช้อำนาจของฝ่ายตรงข้าม ไม่ต่างกับมหาตมะ คานธี ที่สั่งห้ามมวลชนของเขาทุกคนว่าถ้าถูกทหารอินเดียทุบตี ทุกคนห้ามตอบโต้อย่างเด็ดขาด ฉะนั้นไม้ที่หวดลงไปบนร่างของคานธี ยิ่งแรงเท่าไหร่ ยิ่งทำให้โลกได้เห็นความโหดเหี้ยมของฝ่ายตรงข้ามได้ชัดเจนมากเท่านั้น
ในที่สุด ทั้งซูจี แมนเดลา มหาตมะ คานธี ได้ผ่านความพ่ายแพ้ ความทรมาน การขาดอิสรภาพ อย่างยาวนานและทุกข์ทน กระทั่งความเจ็บปวดถึงขีดสุด โลกทั้งใบได้โน้มตัวลงมาโอบอุ้มเขาเหล่านั้นให้ขึ้นจากความอยุติธรรม หลุดพ้นจากความพ่ายแพ้ และยกพวกเขาเอาไว้เป็นเครื่องหมายของความถูกต้องเหนืออำนาจเผด็จการทั้งปวงที่กดขี่มาตลอด
ขณะที่ทักษิณ ชินวัตร ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ ผู้ไม่ยอมติดคุก เดินหน้าหักดิบสังคมออกกฎหมายเพื่อทวงสิทธิทุกอย่างกลับคืนมา แม้จะไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเขาสามารถคิดได้ว่าถึงเวลาต้อง 'ทวงคืน'
ในที่สุด ทักษิณ อาจจะได้เงินคืน อาจจะไม่ต้องติดคุก แต่เขา จะไม่มีวันก้าวพ้นจากวงจรแห่งสงคราม เพื่อไปสัมผัสกับคำว่าชัยชนะอย่างยั่งยืน



