ข่าว

พท.โวยปชป.ติดป้ายทำสังคมแตกแยก

พท.โวยปชป.ติดป้ายทำสังคมแตกแยก

05 มิ.ย. 2555

ส.ส.เพื่อไทย โวย ปชป. ติดป้ายทำสังคมแตกแยก ฉะ 'ผู้ว่าฯ กทม.' เมินปลดป้ายออก ขณะที่ 'เด็จพี่' เผยข้อมูลเว็บไซต์ศาลรธน. ชี้ชัดทำเกินขอบเขตอำนาจศาล

                     5 มิ.ย.55 นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธาน ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.เขตบึงกุ่ม คันนายาว พรรคเพื่อไทย ได้นำหลักฐานภาพถ่ายแผ่นป้ายโฆษณา สำเนาใบแจ้งความ สน.มีนบุรี และภาพถ่ายขณะที่มีคนกำลังนำแผ่นป้ายโฆษณาไปติดตั้งริมถนนย่านสาทร เมื่อคืนที่ผ่านมา ร้องเรียน พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.ผบช.น.) และ พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น.ดูแลงานสอบสวน เพื่อสืบสวนจับกุมตัวคนที่นำป้ายมาติด พร้อมขอให้ตำรวจปลดแผ่นป้ายดังกล่าว หลังพบกระจายติดตั้งในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร พร้อมดำเนินคดีกับเจ้าของแผ่นป้ายโฆษณา และบุคคลที่นำมาติด ฐานติดแผ่นป้ายโฆษณาในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้นในสังคม

                     นายวิชาญ กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีการตระเวนติดตั้งป้ายลักษณะดังกล่าวในพื้นที่เขตมีนบุรี และคันนายาว จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจท้องที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดของบ้านเมือง มีผู้ว่า กทม.เป็นผู้ดูแล ต้องดูว่าอนุญาตหรือไม่ หรือติดโดยพละการ โดยป้ายดังกล่าวมีข้อความว่า หยุดกฎหมายล้างผิด หยุดโกงชาติ หยุดหมิ่นสถาบัน ถือว่าเป็นการปลุกปั่นตามกฎหมายอาญามาตรา 116 คือ ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่กระทำเพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชม โดยสุจริต โดยวงเล็บ 1 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายของแผ่นดิน หรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย วงเล็บที่ 2 เพื่อให้เกิดการปั่นป่วน หรือกระด้าง กระเดื่องกับประชาชนเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในราชอาณาจักร หรือวงเล็บ 3 เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ซึ่งแผ่นป้ายดังกล่าวถือว่าเข้าตามมาตรา 116

                     ด้านนายพลภูมิ กล่าวภายหลังยื่นเรื่องว่า ได้แจ้งความแล้วที่ สน.มีนบุรี โดยมีชุดคอยสอดส่อง และเวลา 21.30 น.ทีมงานของเราเห็นรถกระบะของพรรคหนึ่ง ในพื้นที่เขตสาทร บรรจุป้ายในรถกระบะ 4 คัน ซึ่ง สน.ยานนาวา ได้จับกุมผู้ขับขี่และติดตั้งป้าย อ้างว่ามี ส.ก.เขตหนึ่งได้จ้างมา ติดตั้งในพื้นที่เขตสาทร และส.ก.ท่านนั้นก็ยอมรับว่าเป็นป้ายจากทางพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนอกจากนี้ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจากกล้องซีซีทีวี ว่ามีผู้ใดมาติดตั้งป้ายดังกล่าว มาจากโรงพิมพ์ใด เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง โดยมอบข้อมูลให้ รรท ผบช.น.ในการตรวจสอบแล้ว

                     “เมื่อป้ายไม่ปรากฏสัญชาติ แต่ข้อความเขียนว่า “โกงชาติ หมิ่นสถาบัน” ถือว่าไปอ้างและพูดถึงสถาบันโดยมิชอบ เพราะฉะนั้นเนื่องจากเป็นเรื่องความแตกแยก เมื่อไปแจ้งความแล้ว โดยป้ายจำนวนมากนั้นผู้ว่าฯ กทม. ไม่ทราบเลยหรือ เพราะมีหน้าที่ดูแลในการติดตั้ง เห็นว่าป้ายในอดีต ผู้ว่าฯสั่งเก็บหมด แต่ครั้งนี้กลับปล่อยปละละเลย หรือว่าอนุญาตไปแล้ว โดยหากอนุญาตต้องมีการกำหนดจุด และดูข้อความด้วย รู้หรือไม่ว่าผิดกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยเมื่อ สน.ยานนาวา จับกุมได้ ก็ตรวจสอบและพบว่า ส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ สั่งมาและก็ยอมรับ "นายพลภูมิ กล่าว

                     นายพลภูมิ กล่าวด้วยว่า เหตุใดไม่ใส่โลโก้พรรคไปเลย และที่สำคัญ ผู้ว่าฯ กทม.ก็เป็นคนพรรคเดียวกัน เรื่องนี้แม้รับสารภาพก็ให้ดำเนินคดีถึงที่สุด เพราะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม ขอประณามพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคที่เก่าถึง 66 ปี ไม่ควรกระทำเรื่องดังกล่าว เพราะจะทำให้เกิดปัญหากับคนทั้งประเทศมาขึ้นทวีคูณ โดยออกจากนี้จะยื่นหนังสือให้ทางผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นคนดูแลการติดป้าย หากดูแลดีแต่แรกคงไม่ต้องมายื่นกับ รรท. ผบช.น. แต่ที่มาเพราะเกิดปัญหาขึ้นแล้ว
 ด้าน พล.ต.ต.คำรณวิทย์ กล่าวภายหลังรับเรื่องว่า จะพิจารณาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.อนุชัย ซึ่งดูแลงานกฎหมายและสอบสวน ไปตรวจสอบเรื่องข้อกฎหมาย ดูแลให้ชัดเจน โดยยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการโดยไม่กลั่นแกล้งฝ่ายใดทั้งสิ้น

 

'พร้อมพงศ์'ชี้ศาลรธน.ทำเกินขอบเขตอำนาจศาล

 

                     นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า จากข้อมูลในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญเรื่องกำหนดขอบเขตอำนาจศาลนั้น ศาลไม่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้ แต่ต้องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องมาให้ศาลวินิจฉัย ทั้งนี้ เมื่อแถลงไปแล้วก็เกรงว่าอาจจะมีการไปลบข้อความบนเว็บไซต์เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการตรวจสอบเงินบริจาคของบริษัทอีสท์ วอเตอร์ที่มอบให้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจู่ๆ ก็เกิดไฟดับที่พรรคประชาธิปัตย์ด้วยหรือไม่

                     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายพร้อมพงศ์ได้นำป้ายข้อความ “หยุดกฎหมายล้างผิด หมิ่นสถาบัน” ซึ่งอ้างว่าป้ายดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องมาแถลงข่าวด้วยว่า ถือเป็นการสร้างความแตกแยกในสังคม บิดเบือนข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ได้ หวังใช้เกมในสภาฯ ล้มรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่าการติดป้ายดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวข้องด้วยตนจะยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องก็ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงด้วย

 

พท.เมินคำสั่งศาลรธน.ให้ชะลอลงมติวาระ3

                     นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ชะลอการลงมติโหวตรับหลักการในวาระที่ 3 ออกไปก่อน ว่า พรรคเพื่อไทยได้พิจารณากรณีคำสั่งดังกล่าวแล้วเห็นว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 มีความชัดเจนในลายลักษณ์อักษรว่า การร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 68 ต้องร้องผ่านอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยในเบื้องต้น หากเห็นว่ามีกรณีการกระทำตามมาตรา 68 อัยการสูงสุดจะเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หลักการนี้ปฏิบัติกันมาเช่นนี้โดยตลอด นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของมาตรา 68 ซึ่งมีความเช่นเดียวกันกับมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีความชัดเจน และได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในชั้นกรรมาธิการยกร่างว่า บุคคลไม่สามารถเสนอคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กรณีตามมาตรา 68 นี้ ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นคนกรองเรื่องเสียก่อนว่ามีมูลหรือไม่

                     นายจารุพงศ์ อ่านแถลงการณ์อีกว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความชัดเจนว่า ผู้ร้องตามที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างได้ยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดไว้แล้ว หลังจากนั้นก็มายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยที่อัยการสูงสุดยังมิได้มีคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญก็มารับคำร้องไว้พิจารณาเสียก่อน จึงเป็นการตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญขัดต่อลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้ง พรรคเพื่อไทยมีความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคำร้องเกินอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญมิใช่ศาลสูงสุดเหนือศาลทั้งหลาย มีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ได้มีอำนาจทั่วไปอย่างเช่นที่ศาลยุติธรรมมี การสั่งให้รัฐสภายุติการลงมติตามร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่....) พุทธศักราช....ในวาระที่ 3 เป็นการสั่งการโดยปราศจากอำนาจรองรับตามกฎหมาย รัฐสภาจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เนื่องจากรัฐสภาเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยหนึ่งในสามอำนาจตามที่ประชาชนมอบหมายมา ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรนิติบัญญัติเฉพาะที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งนั้น เช่น การตรวจสอบว่าร่างพระราชบัญญัติซึ่งมิใช่ร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเหตุผลดังกล่าวมา พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องทบทวนการใช้อำนาจหน้าที่ของศาลในกรณีนี้ และรัฐสภาควรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนต่อไป

                     ผู้สื่อข่าวถามว่าในวันที่ 8 มิ.ย.จะมีการประชุมสภาฯ เพื่อโหวตวาระ 3 แน่นอนใช่หรือไม่ นายจารุพงศ์กล่าวว่า เป็นอำนาจของประธานสภาฯ ที่จะพิจารณา ส่วนพรรคจะดำเนินการล่ารายชื่อส.ส.เพื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น นายจารุพงศ์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าศาลต้องทบทวนการใช้อำนาจของศาล เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ออกมาเตือนว่าหากประธานสภาฯ เดินหน้าประชุมสภาฯ ต่อไปอาจจะเสี่ยงต่อการติดคุกได้นั้น นายจารุพงศ์กล่าวว่า ยังเป็นเหตุการณ์ข้างหน้า

                     ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า หากพรรคเพื่อไทยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรคหรือไม่ นายจารุพงศ์กล่าวว่า ตนได้แถลงไปแล้ว ส่วนจุดยืนของพรรคเพื่อไทยคือต้องการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วนใช่หรือไม่นั้น นายจารุพงศ์กล่าวว่า เป็นอำนาจของสภาฯ ที่จะทำตามอำนาจหน้าที่ต่อไป เมื่อถามว่า จะส่งหนังสือไปสอบถามความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลต่อกรณีดังกล่าวด้วยหรือไม่ นายจารุพงศ์กล่าวว่า เป็นกระบวนการของรัฐสภา ส่วนเหตุใดพรรคจึงไม่ยอมชะลอการลงมติวาระ 3 ออกไปก่อนตามที่ศาลมีคำสั่งนั้น นายจารุพงศ์กล่าวว่า ตนได้แถลงไปก่อนหน้านี้แล้วว่า อำนาจศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มี