ข่าว

ศาลรธน.ขู่ดึงดันถึงขั้นยุบพรรค

ศาลรธน.ขู่ดึงดันถึงขั้นยุบพรรค

04 มิ.ย. 2555

อาจารย์ นิติฯ มช. ชี้ชัด ศาลไม่มีอำนาจระงับ โหวต รธน.วาระ 3 เสนอ ปธ.สภา ทำหนังสือขอเหตุผล การใช้อำนาจตาม ม.68 ด้าน ศาล รธน. ขู่ ดึงดันเดินหน้า อาจถึงขั้นยุบพรรค ขณะที่ พธม. ยืนยัน ยังไม่ก่อม็อบต้าน

          นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมสั่งระงับการพิจารณาในวาระที่ 3 ซึ่งยังคงเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ ว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯ ควรทำหนังสือไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอดูรายละเอียดเหตุผลถึงการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่อ้างการใช้อำนาจตามมาตรา68 ของรัฐธรรมนูญ ก่อนจะหาช่องทางดำเนินการต่อไป เช่นเดียวกับศาลที่ต้องชี้แจงว่า อำนาจของตนมีสิทธิในส่วนใดบ้าง

          "ผมมองว่า การกระทำของศาลในกรณีนี้ ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หรืออย่างมากที่สุดหากมีการอ้างตามมาตรา 68 ก็ขอให้มีการพิจารณาเลยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ยืนยันว่า การรับวินิจฉัยและสั่งระงับการพิจารณาในวาระที่ 3 ซึ่งเปรียบเสมือนการสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่มีกฎหมายใดรองรับแน่ และไม่เป็นไปตามมาตรา 68"

          นายสมชาย กล่าวว่า บทบัญญัติในมาตรา 68 เป็นไปเพื่อการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การพิจารณาว่า กฎหมายใดขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะอยู่ในข่ายมาตรา 154 ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุถึงการส่งร่างกฎหมายที่ตราขึ้นใหม่ และข้องใจถึงการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวก็เกิดขึ้นตามปกติไปแล้ว

          อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 40 ยังไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการจะดำเนินการใดต้องระวัง เพราะจะเป็นการวางหลักเกณฑ์ประเทศในครั้งต่อไป

 

โฆษกศาลรธน.  ยัน มีอำนาจทำได้

          ด้านนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะทีมโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้พิจารณา เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะการรับคำร้องดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรับคำร้องจากอัยการสูงสุดเท่านั้นว่า เป็นการตีความของโฆษกพรรคเพื่อไทยเอง แต่ถ้าได้อ่านเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.55 จะชัดเจนว่า คณะตุลาการได้ตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ไว้ว่า ประชาชนสามารถสามารถใช้สิทธิในเรื่องนี้ผ่าน 2 ช่องทาง คือผ่านทางอัยการสูงสุดและยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ 

          "จากคำให้สัมภาษณ์ ของประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ก็ได้บอกชัดเจนแล้วว่า คณะตุลาการฯ เห็นว่า มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณา"

          นายพิมล กล่าวว่า เรื่องนี้ ก่อนที่คณะตุลาการจะมีหนังสือไปยังสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ก็ได้มีการพูดคุยกันและพิจารณาแล้วว่า การชะลอการรับร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน  ไม่ได้เกิดความเสียหาย ซึ่งส่วนตัวเองเห็นว่า หากรัฐสภาเดินหน้าประชุมต่อ ก็ต้องรับผิดชอบกับผลที่จะเกิดขึ้นอย่างที่ตุลาการได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ยังบอกไม่ได้ว่า ถ้ามีการดำเนินการอย่างนั้นจริงศาลจะมีท่าทีอย่างไร เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น แต่คิดว่าตุลาการฯ คงจะต้องมีการหารือกัน

          นายพิมล ยังกล่าวถึงการตั้งข้อสังเกตว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาเรื่องนี้ค่อนข้างเร็วว่า ส่วนตัวมองถึงสภาพแวดล้อมทางการเมือง และสภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า เรารอได้หรือไม่ และได้ชี้แจงไปก่อนแล้วว่า การใช้อำนาจของคณะตุลาการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เป็นการใช้อำนาจในเชิงป้องกันไม่ใช่การแก้ไข ซึ่งการรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่นั้น เป็นดุลยพินิจของคณะตุลาการฯ รวมถึงต้องพิจารณาว่า เป็นไปตามข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการกำหนดว่าเรื่องประเภทใดจะต้องพิจารณาจะรับหรือไม่รับภายในระยะเวลาเท่าใดนับแต่มีการยื่นคำร้องเข้ามา 

          ทั้งนี้ ปกติเมื่อเรื่องเข้ามายังสำนักงานฯ แล้วก็จะมีการแต่งตั้งตุลาการฯประจำคดี ว่าควรรับหรือไม่รับไว้พิจารณาวินิจฉัย หากเห็นว่า สมควรรับ ก็ดำเนินการต่อ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับก็เสนอให้ที่ประชุมคณะตุลาการฯพิจารณา แต่ในกรณีคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ใช้อำนาจตามข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และได้ให้ตุลาการทั้งหมดเป็นตุลาการประจำคดี คือทั้งองค์คณะช่วยกันพิจารณา ว่าจะรับหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ท่านเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญ

          "การพิจารณาลักษณะเช่นนี้ก็เคยทำในกรณีการพิจารณา พรก. , ร่างพรบ.งบประมาณ และกรณีของขอให้ตรวจสอบความถูกต้อง ของพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่จะมีการประชุม คณะตุลาการฯ ก็จะมีการพูดคุยแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์บ้านเมืองทุกครั้ง"

          ผู้สื่อข่าวถามว่า  การรับเรื่องไว้พิจารณาของศาล ทำให้ถูกมองว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหารเร็วขึ้นหรือไม่ นายพิมล กล่าวว่า คงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการที่เราจะดำเนินการอะไรก็ระมัดระวังอยู่แล้ว ศาลมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญก็ไม่อยากให้ทหารเข้ามา

 

ขู่ ดึงดันเดินหน้าทำให้เสียหาย อาจถึงขั้นยุบพรรค

          ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า สำหรับบทลงโทษกรณี หากประธานสภาไม่ฟังคำสั่งศาล ที่ออกคำสั่งให้ชะลอการพิจารณาการลงมติในการแก้รัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ไปก่อนจนกว่าศาลจะวินิจฉัยแล้วเสร็จ ถึงแม้ตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ แต่เมื่อศาลมีคำสั่งก็ต้องผูกพันองค์กร

          ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญของมาตรา 68 วรรคสาม ระบุ ว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการ เนื่องจากเห็นว่า เห็นมีบุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการกล่าวแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมือง ที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางล้มล้างได้ 

          แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า การที่เขาจะเดินหน้าต่อ บทลงโทษก็คงไม่มี แต่เมื่อแสดงพฤติการณ์ เจตนาจงใจฝ่าฝืน ศาลรัฐธรรมนูญคงไปห้ามไม่ได้ แต่อย่าลืมว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจแสดงให้เห็นพฤติการณ์ว่า กำลังจะมีการพฤติการณ์ ส่อไปทางนั้นหรือไม่ ทั้งที่ศาลเองก็ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า การที่พ้น 15 วันไปแล้ว ไม่ลงวาระที่ 3 จะส่งผลเสียหายอะไร

          "บ้านเมืองไม่ได้เสียหาย แต่ถ้าดันทุรังทำไปบ้านเมืองเสียหายหรือไม่ อย่ามาตั้งโจทย์ว่าศาลจะไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ" แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ ระบุ

 

โฆษก พธม. แจงผ่านเฟซบุ๊ค ยังไม่ก่อม็อบต้านแก้ รธน.

          วันเดียวกัน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัว “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ถึงกรณีที่รัฐสภาอาจจะเดินหน้าลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ว่า "ขอเรียนชี้แจงกรณีคุณเจริญ จรรย์โกมล (รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง) กล่าวอ้างถึงผมว่า พันธมิตรฯ จะไม่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นเหตุให้ที่ประชุมสภาร่วมจะลงมติวาระที่ 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2555 ที่จะนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น ผมเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงบางประการดังนี้

          1.พันธมิตรฯ ได้มีแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2555 ตามฉันทานุมัติจากการประชุมพันธมิตรฯ ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555 ในข้อ 3 ระบุว่า 3. เราขอยืนยันว่าการชุมนุมครั้งใหญ่นั้นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงมีความจำเป็นต้องใช้การชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหวต่อไป ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ คือ

          3.1 มีการดำเนินการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายอื่นใด ที่มีความชัดเจนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์หรือลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

          3.2 มีการดำเนินการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายอื่นใด ที่มีความชัดเจนว่าจะนำไปสู่การนิรโทษกรรมให้กับนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร และพวก

          3.3 เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ความเหมาะสมที่ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งใหญ่

          ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นเมื่อใด พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมจัดให้มีการชุมนุมใหญ่โดยทันที

          ด้วยเหตุผลนี้ พันธมิตรฯ จึงถือว่า พรบ.ปรองดองที่มีเนื้อหาลบล้างความผิดให้กับทักษิณและพวกอย่างชัดเจนเข้าเงื่อนไขเป็นหมากบังคับที่พันธมิตรฯ ต้องออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว และแกนนำพันธมิตรฯ ได้ทำตามสัจวาจาที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชนไปแล้วด้วยการชุมนุมวันที่ 30 พฤษภาคม 2555-1 มิถุนายน 2555 ซึ่งการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยดี

          กรณีที่มีกระแสข่าวว่า รัฐได้โยกย้ายข้าราชการตำรวจเพื่อใช้มาตรการความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมในคราวต่อไปที่กำลังจะมาถึงนั้น ในเรื่องนี้ขอเรียนชี้แจงว่าพันธมิตรฯ ยึดมั่นในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธมาโดยตลอด ประกอบกับรัฐบาลชุดนี้มาจากประชาชนเรียกร้องมาตลอดไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง

          อีกทั้งรัฐบาลชุดนี้กำลังจะสร้างบรรทัดฐานว่ากรณีคนเสื้อแดงชุมนุมที่มีการใช้อาวุธสงครามฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เผาสถานที่ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ โดยไม่เป็นความผิดหากเป็นการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งกำลังจะได้รับการนิรโทษกรรมตามมา หากเจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรงในคราวที่จะเกิดขึ้นเมื่อใด รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน

          2.แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 จะน่าเชื่อได้ว่านำไปสู่การลบล้างความผิดให้กับนักโทษชายทักษิณและพวก แต่ก็ยังอยู่ในระดับการคาดการณ์ วิเคราะห์ และประเมินเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น จึงยังไม่สุกงอมเพียงพอที่จะเข้าเงื่อนไขการชุมนุมเคลื่อนไหวมวลชน

          อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าจะเข้าข่ายเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ 50 ทั้งฉบับ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันและเป็นปัญหาที่ต้องมีข้อยุติได้ด้วยกฎหมาย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงแสดงจุดยืนคัดค้านตามแถลงการณ์พันธมิตรฯ ฉบับที่ 1/2555 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 โดยกำหนดวิธีการในชั้นนี้โดยได้ประกาศมาตรการความตอนหนึ่งว่า

          ให้ดำเนินคดีอาญาต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และ/หรือถอดถอน และ/หรือยุบพรรค ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และพรรคการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดล้มล้างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยมอบหมายให้นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดำเนินการต่อไป

          หลังจากนั้นปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555 พันธมิตรฯ ได้ยื่นหนังสือถึงองค์กรเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย 3 แห่ง ได้แก่  1.ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งให้นักการเมืองเลิกการกระทำดังกล่าว ยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 2.ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อดำเนินการให้ยุบพรรคการเมือง และ 3.ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนักการเมือง 416 คน หากมีความผิดจริงจะมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต

          ต่อมาวันที่ 1 มิ.ย.55 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 68 สั่งให้นักการเมืองในรัฐสภาหยุดการลงมติในวาระที่ 3 ตามสำนวนคำร้อง 5 กรณี แม้จะไม่ใช่คดีที่พันธมิตรฯ ได้ยื่นไปในวันที่ 26 เม.ย.55 แต่ก็ถือได้ว่ากระบวนการพิจารณาในคดีนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จึงถือว่ายังไม่มีความจำเป็นที่พันธมิตรฯ จะชุมนุมในเวลานี้

          (จนกว่ามติที่ประชุมจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น) และถือเป็นความเสี่ยงที่นักการเมืองในรัฐสภาจะพิจารณาและรับความเสี่ยงทางกฎหมายเอาเองหากยังดึงดันที่จะลงมติฉีกรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ต่อไป ทั้งนี้สมาชิกรัฐสภาพึงจะต้องพิจารณาด้วยว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้าบัญญัติเอาไว้ว่า:คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ