
หวั่นการเมืองป่วนอสังหาฯ
หวั่นการเมืองป่วนอสังหาฯ 'อนันต์'แนะจะอยู่รอดต้องปรับตัว : คอลัมน์อสังหาริมทรัพย์
ปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปและการเมืองในประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจกังวลว่าจะกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ประกอบการต่างเห็นพ้องกันว่า หากการเมืองในประเทศมีเสถียรภาพจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และยิ่งใกล้เข้าสู่การเปิดเสรีภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี หากสถานการณ์การเมืองยังป่วนไม่เลิก ก็เท่ากับเป็นการซ้ำเติมประเทศและเศรษฐกิจของชาติ
ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ ชานแนล จำกัด เจ้าของนิตยสาร "คอนโดไกด์" และ "คอนโด ลิฟวิ่ง" ร่วมกับเซ็นจูรี่ 21 เรียลตี้ แอฟฟิลิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดสัมมนา "ทิศทางเศรษฐกิจ-ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ไทย" โดยมีตัวแทนจากผู้ประกอบการเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน หลักๆ ว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจจากยุโรปที่กระทบไปยังเศรษฐกิจทั่วโลก ความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศที่ไม่รู้จบ รวมไปถึงกฎหมายผังเมืองและเออีซี
นายอนันต์ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาดังกล่าวว่า ด้วยข้อจำกัดของกฎระเบียบด้านการก่อสร้างและกฎหมายผังเมืองที่เข้มข้น ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้ามาสู่ตลาดหรือเข้ามาสู่ธุรกิจได้ยากขึ้น นั่นเท่ากับว่าเป็นการเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นผู้กุมตลาดมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ การก่อสร้างมีแนวโน้มที่จะอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น แต่สิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคู่กันไปด้วยก็คือ การพัฒนาคุณภาพของสินค้า รวมถึงการให้ความสำคัญด้านการลงทุนด้านไอทีและฐานข้อมูล และวิธีคิดในการดำเนินธุรกิจที่จะต้องปรับตัว
"ตลาดจะมีการแข่งขันกันมากขึ้นและเป็นการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่ลงมาจับตลาดระดับล่าง แม้ระดับในการทำกำไรจะน้อยลงก็ตาม" นายอนันต์กล่าว
ด้าน นายชนะ นันทจันทูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นจูรี่ 21ฯ แสดงความเห็นว่า ผู้ประกอบการในปัจจุบันจะต้องปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงเร่งพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ควบคู่ไปกับเทคโนโลยี เพื่อเป็นจุดแข็งในการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด
นอกจากนี้ มองว่าระดับ "ราคา" มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการจัดทำ "เซ็นจูรี่ โพลล์" ขึ้น เพื่อสะท้อนถึงความต้องการที่อยู่อาศัยของประชากรในกรุงเทพฯ จำนวน 2,235 คน อายุตั้งแต่ 20-60 ปี ปรากฏว่าผู้ที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 21-40 ปี กำลังซื้อเฉลี่ย 1-2 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า ราคาขายยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการซื้อมากที่สุด ดังจะเห็นได้จากโพลล์ที่สรุปได้ว่า กลุ่มที่ตอบว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อมีสัดส่วนถึง 32% รองลงมาคือทำเลที่ตั้ง 24% ส่วนอีก 19% ตอบว่าโปรโมชั่น 16% รูปแบบและสิ่งอำนวยความสะดวก และอีก 9% คือชื่อเสียงของผู้ประกอบการ
สำหรับพฤติกรรมการย้ายที่อยู่หลังอุทกภัยน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา พบว่า หลังประสบภัยมีความต้องการย้ายบ้าน 37% ไม่ต้องการย้าย 63% และปัจจุบัน ณ เดือนพฤษภาคม มีความต้องการย้าย 15% ไม่ต้องการย้าย 85% ซึ่งสนับสนุนแนวคิดว่าประชาชนไม่นิยมย้ายฐานที่อยู่อาศัยแม้จะเกิดภัยธรรมชาติ ด้านความต้องการย้ายหรือซื้อคอนโดในเขตกรุงเทพฯ ปรากฏว่า กรุงเทพฯ ชั้นในมีความต้องการย้าย 14.40% กรุงเทพฯ ชั้นกลาง 63.95% และกรุงเทพฯ ชั้นนอก 21.65%
ส่วนขนาดห้องที่ต้องการเป็นแบบสตูดิโอ 6.19% 1 ห้องนอน 9.65% 2 ห้องนอน 50.14% และแบบ 3 ห้องนอน 34.02% และโปรโมชั่นที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดคือ เฟอร์นิเจอร์ครบชุด 24.40% อยู่ฟรี 1 ปี 22.21% อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 18.75% ฟรีเงินจอง/ทำสัญญา 17.46% และส่วนลดเงินสด 17.38%
ต่อประเด็นความต้องการของขนาดห้องของผู้บริโภคนั้น นายธงชัย บุศราพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ความต้องการกับความเป็นจริงในเรื่องของขีดความสามารถในการซื้อหรือการผ่อนชำระของผู้บริโภคนั้นสวนทางกัน กล่าวคือ อยากได้ห้องที่มีขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแบบ 2 ห้องนอน หรือ 3 ห้องนอน แต่เมื่อพิจารณาราคาที่จะซื้อแล้วแบกรับไม่ไหว ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงต้องหันมาซื้อห้องที่มีขนาดเล็กลงสอดรับกับภาระดับรายได้ที่มี
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ขนาดการพัฒนาห้องชุดในคอนโดมิเนียมเล็กลง และตนเชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้ยังโตได้อย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มการซื้อเพื่อปล่อยเช่าจะลดน้อยลง แต่หากนักลงทุนหรือผู้บริโภครายใดมีกำลังพอ หรือกล้าที่จะลงทุนซื้อจะได้กำไรดีในอนาคตเหมาะกับการลงทุนในระยะยาวมากกว่า ส่วนอัตราการกำหนดเงินดาวน์นั้นจะลดลงจากเดิม ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งก็มีความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการเอง
ขณะที่ นายเจมส์ ดูอัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยว การค้า การพยาบาล ส่วนภาคอสังหาฯ ก็เช่นกันเนื่องจากอสังหาฯ ในประเทศไทยมีความเจริญด้านการก่อสร้าง และเทคโนโลยีมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และหากจะเข้าไปลงทุนในต่างประเทศจำเป็นจะต้องมีคู่ค้าในประเทศนั้นด้วย ซึ่งส่วนตัวมองว่าประเทศพม่ามีความน่าสนใจที่สุด
........................................
(หวั่นการเมืองป่วนอสังหาฯ 'อนันต์'แนะจะอยู่รอดต้องปรับตัว : คอลัมน์อสังหาริมทรัพย์ )



