ข่าว

ปรองดอง(แบบพม่า)

ปรองดอง(แบบพม่า)

04 มิ.ย. 2555

ปรองดอง (แบบพม่า) : คอลัมน์วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ 'ประภัสสร เสวิกุล'

          การเปิดตัวของนางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย และผู้นำฝ่ายค้านของพม่า ที่ถูกกักบริเวณและไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ในการประชุมเศรษฐกิจโลกที่กรุงเทพฯ นับเป็นการเปิดประตูของประเทศพม่าที่ปิดตายมาเป็นเวลานาน และเป็นการประชาสัมพันธ์ถึงความเปลี่ยนแปลงในพม่า ทั้งในเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย การผ่อนปรนสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน และการอ้าแขนต้อนรับการลงทุน การค้า การเงิน และอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ อย่างได้ผลเกินความคาดหมาย

          ท่าทีของรัฐบาลทหารที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ นางออง ซาน ซูจี มาโดยตลอด แต่กลับสามารถสร้างความปรองดองกันได้ในเวลานี้ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้พม่าเป็นประเทศที่ถูกประชาคมโลกโดดเดี่ยว เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทั้งการปกครองประเทศโดยรัฐบาลทหาร การปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย การทำสงครามกับชนกลุ่มน้อยที่ต้องการสิทธิสภาพของตน แต่ผู้นำของพม่าก็ยืนหยัดต่อสู้กับกระแสกดดันต่างๆ จากต่างประเทศ และประกาศการปกครองในระบอบพุทธสังคมนิยม ขณะที่โลกและประเทศสังคมนิยมแทบทั้งหมดได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและทุนนิยม

          ว่ากันว่า สิ่งที่ทำให้พม่าเป็นกังวลยิ่งกว่าการคว่ำบาตรของประชาคมโลก ก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนบ้านที่สนิทชิดเชื้อ และเป็นเสมือนเกราะเหล็กที่ให้ความอุ่นใจแก่พม่า ว่าจะไม่ถูกสหรัฐ และตะวันตกใช้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า หรือความเคลือบแคลงว่าพม่าจะร่วมมือกับเกาหลีเหนือในการพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งตั้งสมมติฐานว่าเป็นแหล่งก่อการร้าย หรือแหล่งผลิตยาเสพติด แล้วส่งกำลังเข้าโค่นล้มรัฐบาลพม่า อย่างเช่นที่เกิดขึ้นในอิรักและที่อื่นๆ มาแล้ว ซึ่งเมื่อจีนยังเป็นผู้นำประเทศโลกที่สามอยู่นั้น พม่ากับจีนมีโลกใบเดียวกัน แต่เมื่อจีนก้าวข้ามไปสู่การเป็นผู้นำโลกที่หนึ่งในปัจจุบัน และทำท่าว่าอาจจะเป็นที่หนึ่งในโลกในอนาคตอันใกล้ พม่าก็รู้สึกว่าตนอยู่คนละโลกกับจีน เพราะความมั่งคั่งของจีนอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่พม่าได้โดยง่าย โดยเฉพาะในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่พม่ามีอย่างล้นเหลือ ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างจีนก็มีความต้องการวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก

          นอกจากนี้พม่าก็เริ่มคลางแคลงใจในความร่วมมือต่างๆ ของจีนตามแนวชายแดนระหว่างจีนกับพม่า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า การสร้างทางรถไฟความเร็วสูงผ่านพม่าเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น การป้องกันตนเองที่ดีที่สุดของพม่าจากการรุกคืบของจีน ก็คือการเร่งเปิดประเทศให้เร็วที่สุด และปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการประเทศให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของประชาคมโลก ดังเช่น การปรองดองกับนางออง ซาน ซูจี และชนกลุ่มน้อย ยินยอมให้จดทะเบียนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล การจัดการเลือกตั้งซ่อม การผ่อนปรนในเรื่องสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน เป็นต้น

          สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือการที่นายกรัฐมนตรีอินเดีย เดินทางไปเยือนพม่าอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้าการประชุมเศรษฐกิจโลกที่กรุงเทพฯ โดยได้พบปะกับ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของพม่า และนางออง ซาน ซูจี พม่ากับอินเดียมีชายแดนร่วมกันเป็นระยะทางกว่า 1,600 กม. แต่ก็มีปัญหาชายแดนระหว่างกันในช่วงเวลาที่รัฐบาลทหารปกครองพม่า ขณะที่ค่อนข้างจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนางออง ซาน ซูจี เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมารดาของนางออง ซาน ซูจี ก็เคยเป็นทูตอยู่อินเดียเป็นเวลาหลายปี

          อย่างไรก็ตาม ภายหลังอินเดียได้หันไปให้ความสนับสนุนรัฐบาลพม่า เพราะต้องการเบียดแทรกอิทธิพลของจีนในพม่า ดังนั้น การเยือนพม่าของผู้นำอินเดียเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี จึงเป็นการตอบสนองความเปลี่ยนแปลงภายในของพม่า และเป็นนิมิตหมายถึงความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศ ซึ่งก็ช่วยให้พม่าอุ่นใจขึ้นด้วย เพราะในทวีปเอเชียเวลานี้ ประเทศที่สมน้ำสมเนื้อกับจีนไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ก็มีเพียงอินเดียประเทศเดียวเท่านั้นแหละครับ

          ครับ นั่นคือผลพวงของความปรองดองในพม่า-สำหรับท่านที่เป็นห่วงเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยนั้น เมื่อดูพม่าแล้วคงจะค่อยสบายใจหายห่วงไปได้มาก เพราะพม่าเขาขัดแย้งกันมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อ 50-60 ปีก่อน แต่ความขัดแย้งของไทยเพิ่งจะเริ่มเมื่อ 6-7 ปีนี้เอง ดังนั้น หากเอาพม่าเป็นเกณฑ์ เราก็ยังมีเวลาเหลือที่จะทะเลาะกันได้อีกตั้งกว่าครึ่งศตวรรษ หลังจากนั้นแล้วถึงค่อยหันหน้ามาปรองดองกันก็ได้ครับ

          แต่เมื่อถึงเวลานั้น ประเทศไทยของเราก็คงจะมีสภาพเหมือนพม่าเมื่อก่อนหน้านี้ ขณะที่พม่าอาจจะโลดลิ่วตามหลังจีนกับอินเดียไปแล้วก็ได้

 

......................

(หมายเหตุ : ปรองดอง (แบบพม่า) : คอลัมน์วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ 'ประภัสสร เสวิกุล')