
ศาลรธน.โต้ไม่ได้ขวางแก้รธน.
ปธ.ศาลรธน. แจง ไม่ได้ขัดขวางแก้ไขรธน. อ้าง ไม่ได้แทรกแซง แต่ถ่วงดุล ระบุ รับคำร้อง ลดความตึงเครียดของรัฐบาล ด้าน 'บุญส่ง' ไม่หวั่นถูกถอดถอน ยัน มีอำนาจสั่งชะลอลงมติ
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับ 5 คำร้อง กรณีขอให้วินิจฉัยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 อันเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาวินิจฉัยว่า ไม่ใช่เพราะมีเจตนาที่จะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
"แต่เนื่องจากมีผู้มาร้องขอให้ศาลดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งศาลก็ต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่า การยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ ตามที่มีการกล่าวหาหรือไม่ หากการให้ข้อเท็จจริงทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การดำเนินการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้อง ยังไม่มีพฤติการณ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ศาลก็ยกคำร้อง"
นายวสันต์ กล่าวว่า แม้ว่า ขณะนี้ ยังไม่มีการยกร่างกันเป็นรายมาตรา และถ้าจะอ้างว่า ผู้ที่ยกร่างก็เป็นสสร.ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือ พรรคการเมือง แต่คนเหล่านี้ คือผู้ที่จะต้องให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ที่สสร.เป็นผู้ยกร่าง จึงถือได้ว่า เป็นอำนาจสุดท้ายในการดำเนินการ
นอกจากนี้ หาก สสร.ทำผิดหลักการขึ้นมา จะทำกันอย่างไร ดังนั้น ศาลจึงอยากที่จะรู้ว่า คนเหล่านี้ มีความคิดในเรื่องรูปแบบของการปกครองอย่างไร เช่น ถ้าบอกว่าจะไม่แตะสถาบัน แต่ทำไมถึงไม่ยกเว้นในหมวด 1 หมวด 2 ไว้ อย่างนี้มันต้องชัดเจน และต้องให้ความมั่นใจกับประชาชน และผู้ที่ร้องมา เชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากจะรู้เช่นกัน ซึ่งผู้ที่จะมาชี้แจงในชั้นไต่สวนก็เหมือนกับการให้สัญญาประชาคมกับสังคมและผู้ร้องว่า ถ้าหากสสร.ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาไม่เป็นไปตามที่ชี้แจงในชั้นไต่สวน คนเหล่านี้ก็จะไม่ยกมือรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
"แต่ถ้าเขาแถลงอย่างหนึ่ง แต่พอถึงเวลา กลับทำอีกอย่างหนึ่งประชาชนก็จะได้รู้ว่าใครโกหก ซึ่งก็เหมือนกับเป็นสัญญาลูกผู้ชาย สัญญาลูกผู้หญิง และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะไม่เลยเถิด เราต้องตรวจสอบตรงนี้ก่อน เพื่อเป็นการถ่วงดุล"
นายวสันต์ กล่าวว่า การรับพิจารณาคำร้องดังกล่าว ไม่ถือว่า ศาลเข้าไปแทรกแซงฝ่ายบริหาร หรือไปแทรกแซงฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ให้อำนาจเอาไว้ ถือเป็นการถ่วงดุลในการตรวจสอบ ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจเข้าไปก้าวล่วงไปกำกับรัฐสภา จึงควรมองในทางบวกว่า การที่ศาลรับคำร้องและมีการไต่สวน ก็เพื่อทำให้ลดความตึงเครียด และความหวาดระแวงของสังคมที่มีต่อรัฐบาล และรัฐสภาลงได้
นอกจากนี้ ยังเป็นผลดีทั้งรัฐบาลและรัฐสภาด้วยซ้ำ ที่จะได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจง และสร้างความมั่นใจให้กับสังคมได้ ถ้าพวกเขาแสดงความบริสุทธิ์ใจออกมาว่า ไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าวก็ถือว่า จบ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับร่างพรบ.ปรองดอง เป็นคนละเรื่องกัน อย่าเอามารวมกัน
เมื่อถามว่า ความรวดเร็วในการรับพิจารณาคำร้องดังกล่าว อีกทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังอยู่ในชั้นของการยกร่าง อาจทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกมองว่า ไปรับงานใครมาหรือไม่ นายวสันต์ กล่าวว่า หมายถึงใคร ถ้าหมายถึงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นั้น เขาจำได้ว่า เคยพูดกันครั้งเดียว ขนาดไปงานพระราชพิธี เจอและนั่งใกล้กัน ยังไม่เคยหันหน้าไปพูดกันเลย เพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว
"ผมเห็นว่า ขณะนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังจะผ่านวาระ 3 ซึ่งในเนื้อหาค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้วว่า อะไรเป็นอะไร รวมทั้งหากพ้นจากวาระ 3 ไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถไปดำเนินการใดๆ ได้แล้ว หรือแม้แต่เมื่อ สสร.ยกร่างเสร็จแล้ว เป็นร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัย"
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะอยู่หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราสนใจ และก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผู้ร้องเขาร้องมา แต่ประเด็นอยู่ที่ก่อนการดำเนินการต่อไป ต้องชัดเจนก่อนว่า มีการซ่อนรูปแบบ การปกครองบางอย่างเอาไว้หรือไม่ และจะเป็นการเอามาใช้แทนรูปแบบการปกครองในปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีหรือที่ประชาชนจะได้รับทราบพร้อม ๆ กัน ในระหว่างที่ศาลไต่สวน ก่อนที่จะมีการแก้ไขต่อไป
"อย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ได้ผ่านการทำประชามติมา ก็ถือได้ว่ามาจากประชาชน เพราะฉะนั้นจะเป็นไรไปถ้าหากให้ประชาชนได้ทราบก่อนว่าการแก้ไขจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่หรือ ศาลไม่ได้ห้ามไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญเสียเมื่อไหร่" นายวสันต์ กล่าว
'บุญส่ง' ไม่หวั่นถูกยื่นถอดถอน ยันมีอำนาจสั่งชะลอลงมติ รธน.
ด้านนายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่า การทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกินขอบเขต ใช้อำนาจก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติและการออกคำสั่งให้สภาฯชะลอการพิจารณาวาระ 3 นั้น อาจถูกถอดถอนได้ ว่า กรณีดังกล่าว เมื่อมีผู้ร้องมาศาลรัฐธรรมนูญก็ดำเนินการพิจารณาไปตามกระบวนการ และก่อนที่จะลงมติ ก็ได้มีการพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าสมควรที่จะดำเนินการเช่นนั้น
"จึงมีหนังสือไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ แจ้งต่อประธานสภาฯ และสมาชิกทราบว่า ศาลได้มีคำสั่งให้ชะลอการลงมติในวาระ 3 ไว้ก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ตุลาการฯก็ได้มีการพิจารณากันแล้วว่า การสั่งให้ชะลอการลงมติก็ไม่มีผลอะไรที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย อาจจะช้าหน่อย แต่ก็เพื่อความชัดเจนก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นอะไร แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกไปแล้ว ทางสภาฯไม่ฟังหากเกิดเรื่องขึ้นก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ"
นายบุญส่ง กล่าวว่า เมื่อมีคนร้องว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นมันผิดหลักการ เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมาพิจารณาว่า จริงหรือไม่ ไม่ได้เป็นการไปขัดขวางไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการทราบความชัดเจนในการดำเนินการว่า ผิดหลักการตามที่ผู้ร้อง ร้องมาหรือไม่ หากไม่มีคนร้องศาลก็ทำไม่ได้ ดังนั้น การดำเนินการออกคำสั่งไปนั้น เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ซึ่งก็ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน
ส่วนใครเห็นว่า เราทำเกินอำนาจหน้าที่ และอยากจะถอดถอน ก็ไม่ได้ว่าอะไร ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ให้สิทธิ์ไว้ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอนไป อีกทั้งที่เห็นว่า เป็นการก้าวก่าย ก็เป็นเพียงความเห็นของนักวิชาการ หรือใครก็มีความเห็นได้ไม่ได้ว่าอะไร และขอยืนยันว่า เราดำเนินการตามรัฐธรรมนูญที่ให้ไว้



